นับเป็นทริปที่สื่อมวลชนทั่วโลกจับตามอง สำหรับการเสด็จเยือนสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการ ของ สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักร และสมเด็จพระราชินีคามิลลา เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 250 ปีการประกาศเอกราช ท่ามกลางกระแสความขัดแย้งของภูมิรัฐศาสตร์โลก
ทริปสั้นๆ เพียง 4 วัน แต่ทั้ง 2 พระองค์ตารางคิวแน่น ทั้งร่วมอีเวนต์สำคัญๆ เยือนแลนด์มาร์คประวัติศาสตร์ พบปะบุคคลดังหลากหลายวงการ และกล่าวสุนทรพจน์ที่แฝงคำจิกกัดได้อย่างแสบถึงทรวง โดยทริปนี้เป็นกระแสดังในอินเตอร์เน็ต ตั้งแต่ทั้ง 2 พระองค์ก้าวพระบาทลงจากเครื่องบินพระที่นั่ง เนื่องจากเป็นที่จับตามองเพราะความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และอังกฤษตึงเครียดขึ้นจากสงครามในอิหร่าน
ภาพการต้อนรับอย่างอบอุ่น ของประธานาธิบดีทรัมป์และภริยา รวมไปถึงการจัดพิธีอย่างสมพระเกียรติ ดูจะไปในทิศทางที่ดี จนกระทั่ง มีโพสต์ของทำเนียบข่าว ที่ทำเอาไฟลุกในโลกออนไลน์ จากการโพสต์ภาพ โดนัลด์ ทรัมป์ และสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 พร้อมแคปชั่น “TWO KINGS” ที่ทำคนมองว่าเป็นการยกย่องทรัมป์เยี่ยงกษัตริย์ และลบหลู่พระเกียรติ เป็นการตอกย้ำการมองตัวผู้นำของสหรัฐฯ ว่า เป็นกษัตริย์พระองค์หนึ่งเช่นกัน หลังจากที่ทรัมป์เคยแชร์ภาพตัดต่อที่เขาสวมชุดคลุมและมงกุฎกษัตริย์
ในระหว่างช่วงการเลี้ยงรับรองอาหารค่ำ บทสุนทรพจน์ของ 2 ผู้นำ ก็ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ตามมา จากเนื้อหาที่พูดพาดพิงถึงอดีตแห่งความขัดแย้งของทั้ง 2 ชาติ ด้วยสไตล์จิกกัดที่เต็มไปด้วยอารมณ์ขัน และการแก้คืนกันด้วยวาจาอย่างสุภาพแต่แสบร้อน เรียกเสียงหัวเราะได้ตลอดทั้งงาน
ทั้งการกล่าวถึงการบุกเผาทำเนียบขาวสมัยสงครามกลางเมือง ว่าเป็นการรีโนเวทให้แบบรุนแรงไปหน่อย หรือตอกกลับคำกล่าวที่ว่า “ถ้าไม่มีอเมริกา ยุโรปคงพูดภาษาเยอรมันไปแล้ว” หมายถึงการที่สหรัฐฯ เข้าช่วยรบในสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยหมัดเด็ดว่า “ถ้าไม่มีอังกฤษ ทุกวันนี้อเมริกาก็คงต้องพูดภาษาฝรั่งเศสไปแล้วเช่นกัน” ที่พูดถึงอดีตที่ฝรั่งเศสครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของทวีปอเมริกาเหนือ ก่อนที่อังกฤษจะเข้ายึดครองได้
ส่วน ควีนคามิลลา ก็เดินหน้าสร้างความประทับใจให้กับบรรดาบุคคลสำคัญจากหลากหลายวงการ ไม่ว่าจะเป็น แอนนา วินทัวร์, ซาราห์ เจสสิกา พาร์กเกอร์, เจนน่าห์ บุช ฯลฯ ในขณะเยี่ยมชมพื้นที่สำคัญต่างๆ
Comments are closed.