Dining Out

พาทัวร์แหล่งแฮงเอาต์สุดฮอต “The House on Sathorn”

Pinterest LinkedIn Tumblr


>>วันนี้ Celeb Online จะพาคุณไปเยือนคฤหาสถ์สุดคลาสสิกอายุ 100 กว่าปีบนถนนสาทร ตึกหลังงามที่โรงแรมดับเบิ้ลยู กรุงเทพ (W Bangkok) ถูกปลุกให้คืนชีพขึ้นมาใหม่กลายเป็นจุดนัดพบแห่งใหม่ ที่รวมทั้งร้านอาหาร บาร์ พื้นที่จัดเลี้ยง ไว้ในพื้นที่เดียวกันและจัดสรรมาอย่างพร้อมสรรพทั้งความอร่อย บริการ และบรรยากาศ จนต้องยกให้ “The House on Sathorn” เป็นแหล่งแฮงเอาต์ใหม่ที่ฮอตที่สุดในขณะนี้

อาคารสไตล์โคโลเนียลหลังงามบนแยกสาทรและนราธิวาส ติดกับ โรงแรมดับเบิ้ลยู กรุงเทพ ที่มีประวัติศาสตร์อายุกว่า 126 ปี จากการเป็นบ้านพักของครอบครัว หลวงสาทรราชายุกต์ นักธุรกิจผู้มั่งคั่งและเป็นผู้ริเริ่มขุดคลองสาทร ที่ก่อสร้างตั้งแต่เมื่อปี พ.ศ. 2432 ในสมัยรัชกาลที่ 5 ก่อนจะกลายมาเป็นโรงแรมหรู โฮเทล รอยัล และที่ทำการสถานทูตรัสเซียประจำประเทศไทยในเวลาถัดมา และถูกทิ้งร้างอยู่นานก่อนที่ทางโรงแรมดับเบิ้ลยู กรุงเทพ จะเข้ามาชุบชีวิตขึ้นมาโลดแล่นเป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ใจกลางสาทรในนาม “เดอะเฮ้าส์ออนสาทร” ( The House on Sathorn)

บ้านหลังนี้ถูกปรับให้เป็นสถานที่สร้างประสบการณ์ใหม่ของอาหารและไนต์ไลฟ์ โดยนำเอาความหลากหลายมารวมไว้ในที่เดียว ในสไตล์จำลองความเป็นบ้านของครอบครัว ในส่วนของร้านอาหารจะอยู่ในรูปของ เดอะ ไดน์นิ่ง รูม – The Dining Room (เปิดบริการ 2 ช่วง มื้อเที่ยง 12.00-14.30 น. และมื้อเย็น 18.00 – 22.30 น.)   

ส่วน เดอะ บาร์ – The Bar (เปิดบริการ 12.00 – 0.00 น.) เป็นสถานที่สำหรับดื่มสังสรรค์หลังเลิกงาน หรือที่พบปะในช่วงระหว่างวัน เสิร์ฟค็อกเทลที่มีกลิ่นอายความเป็นเอเชีย รวมไปถึงแชมเปญ สาเก ไวน์และกับแกล้มที่น่าลิ้มลองเพื่ออุ่นเครื่องสำหรับปาร์ตี้ในตอนดึก

โถงสนามหญ้ากลางบ้าน คือ เดอะ คอร์ทยาร์ด – The Courtyard (เปิดบริการ 12.00 – 00.00 น.) สำหรับการรับประทานอาหารแบบอัลเฟรสโก้และจิบชายามบ่าย พร้อมชุดน้ำชาและขนมหวานโดยฝีมือเชฟชาวฝรั่งเศส เชฟนิโคลัส เดสคลิโอ (เฉพาะช่วงเวลา 14.30 – 17.30 น.) สำหรับชั้นบน อัพสแตร์ส – Upstairs (เปิดบริการ 19.00 – 00.00 น.) ถูกจัดให้เป็นคลับเลานจ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟที่พร้อมเปิดประตูต้อนรับเหล่าเทรนด์เซตเตอร์ทั้งหลายให้มาร่วมสังสรรค์ในบรรยากาศปาร์ตี้ที่ครึกครื้นตามจังหวะเพลงของดีเจและวงดนตรีสด

นอกจากนี้ยังพร้อมรองรับการจัดเลี้ยง อีเวนต์ หรืองานปาร์ตี้ส่วนตัว และการประชุมสัมมนาที่เพียบพร้อมไปด้วยทีมงานอาหาร เครื่องดื่มและบริการมืออาชีพที่มีประสบการณ์ โดยมีห้องสวีต 4 ห้องและห้องจัดเลี้ยงห้องใหญ่อย่าง เดอะ คอนเซอร์วาทอรี (The Conservatory) ที่กว้างถึง 99 ตารางเมตร พร้อมมีชานนอกระเบียง สามารถรองรับแขกได้ราว 120 คน

การปรับปรุงอาคารให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ทางทีมงานได้คงความคลาสสิกของคฤหาสน์แห่งนี้เอาไว้อย่างครบถ้วน สถาปัตยกรรมแบบนีโอคลาสสิกนี้ได้รับเอาความหรูหราโออ่าของศิลปะไทยสมัยก่อนมาออกแบบคู่กับงานศิลป์ร่วมสมัยแบบไทย เช่น ผ้าแขวนผนัง ภาพวาด ภาพถ่ายและประติมากรรมที่แสนประณีต โดยวิธีการดำเนินการปรับปรุงตกแต่งสถานที่เป็นไปอย่างพิถีพิถัน เนื่องจากอาคารถูกขึ้นทะเบียนของกรมศิลป์ ด้วยคุณค่าทางประวัติศาสตร์อันสำคัญของตัวอาคาร

ในทุกขั้นตอนการทำงานทีมงานได้ร่วมมือกับกรมศิลปากรอย่างใกล้ชิด เพื่อบูรณะอาคารหลังนี้ให้กลับมาสวยสง่างามดังเช่นในอดีต โดยรักษาโครงสร้างเดิมของตึกไว้อย่างครบถ้วน พร้อมซ่อมแซมบำรุงรายละเอียดภายใน ไม่ว่าจะเป็นแนวทางการใช้สี ราวบันไดไม้ที่สลัก รูปปูนเปียกนูนต่ำลวดลายประจำตระกูลของหลวงสาทรราชายุกต์ก็ได้รับการบูรณะไว้ตามแบบเดิมไม่ผิดเพี้ยน พร้อมเติมความทันสมัยในรายละเอียดอย่างโคมไฟ เฟอร์นิเจอร์ และเครื่องมือต่างๆ ได้เข้ากันอย่างเหมาะสม

นอกจากความงดงามของบรรยากาศสถานที่แล้ว อีกไฮไลต์สำคัญของ เดอะเฮ้าส์ออนสาทร คือ เมนูอาหารสุดครีเอตอันแสนงดงามของเชฟฟาติห์ ทูทัค เชฟหนุ่มมือรางวัลจากอิสตันบูล ผู้มีใจรักในเรื่องการทำอาหารมาตั้งแต่ยังเล็ก และเดินทางเก็บเกี่ยวประสบการณ์ครัวไปทั่วโลก และเคยผ่านงานในร้านระดับมิชลินสตาร์มาหลายแห่ง เขาจึงเต็มไปด้วยไอเดียสร้างสรรค์เมนูใหม่ ที่พร้อมจะถ่ายทอดเรื่องราวผ่านจานอาหารให้ผู้ชิมทุกคนได้รับทราบ

โดยเขาได้นำเอาส่วนผสมตามฤดูกาลที่ดีที่สุดจากเอเชียมาใช้ ทำให้ทุกจานที่สะท้อนให้เห็นถึงเรื่องราวการเดินทางและความตื่นเต้นที่เขาได้ค้นพบสิ่งใหม่ๆ เป็นคอนเซ็ปต์ที่เชฟฟาติห์ เรียกว่า “ฟันไดนิ่ง (Fun Dining)” นี้เป็นความลงตัวของเทคนิค ความสามารถในการทำอาหารและอารมณ์ขัน ที่เข้ากันกับเรื่องราวของบ้านหลังนี้เป็นอย่างดี

เมนูอาหารที่ไม่ควรพลาดของที่นี่ เริ่มจาก ซาซิมิสดๆ จากตลาดปลาซึกิจิในโตเกียว (Tsukiji Market) อย่างทูน่าครีบน้ำเงินในเมนู “Early Morning at Tsukiji Market” ส่วนกล้วยปิ้งแบบไทยก็กลายมาเป็นของหวานแสนประณีตเมื่อจับคู่กับน้ำตาลโอกินาว่าและไนโตรเจนเหลว กับเมนูของหวานอย่าง ‘‘On My Way Home to Silom’’ อาหารจานเด่นเหล่านี้รวมอยู่ในเมนูอาหารสไตล์เอเชียสมัยใหม่ หรือ New Asian Cuisine ที่เน้นความคิดสร้างสรรค์และแรงบันดาลใจจากประเทศต่างๆ ในทวีปเอเชีย

สำหรับใครที่ไม่อยากตกเทรนด์ ต้องรีบแวะไปเช็ก – อินและสัมผัสกับการแฮงเอาต์เก๋ๆ ในบรรยากาศแสนคลาสสิกแบบนี้ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.thehouseonsathorn.com หรือติดต่อโทรศัทพ์ 0-2344-4000 :: text by FLASH









Comments are closed.

Pin It