Advice

เริ่มต้นปีใหม่ด้วยการทำ “ที่สุดแห่งความดี”

Pinterest LinkedIn Tumblr

By Lady Manager

ห้วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่าน จากปีเก่าเข้าสู่ปีใหม่ ณ เวลานี้หลายท่านอาจกำลังครุ่นคิด อยากจะทำสิ่งดีๆ เพื่อเป็นการเริ่มต้นปีใหม่ ทว่ายังนึกไม่ออกว่าจะทำอย่างไร หรือเริ่มตรงไหนดี?

เรามีโอกาสเหมาะ ได้ไปร่วมงานแถลงข่าวเปิดตัวหนังสือ “ที่สุดแห่งความดี” ผลงานของ พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ว.วชิรเมธี) ที่นำเสนอเรื่องราว ‘ความกตัญญู’ ของมหาบุรุษผู้เป็นต้นแบบแห่งความกตัญญู นั่นคือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า, พระสารีบุตร, ท่านพุทธทาส และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เพื่อหวังสร้างแรงบันดาลใจเปลี่ยนประเทศไทยให้เป็นสังคมแห่งความดี

ภายในงาน นอกจากจะมีการแนะนำให้ได้รู้จักกับหนังสือที่อยากให้คนไทยทุกคนได้อ่านแล้ว พระมหาวุฒิชัย วชริเมธี ยังได้บรรยายธรรมในหัวข้อ “ร้อยความดี…ความกตัญญูมาเป็นที่หนึ่ง” โดยมี ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ อดีตวิศวกรจากองค์การนาซ่า (NASA) ที่ปัจจุบันผันตัวมาใช้ชีวิตตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ร่วมสนทนาธรรม

เมื่อสองนักคิดนักเขียนโคจรมาร่วมสนทนาธรรมกันทั้งที เราจึงไม่รอช้าที่จะเก็บเกี่ยวเรื่องราว และข้อคิดดีๆ มาแบ่งปันให้คุณได้อิ่มเอม สุขใจไปด้วยกัน

พระมหาวุฒิชัย วชริรเมธี
หากอยากเป็นคนดี ให้เริ่มต้นที่ความกตัญญู

พระมหาวุฒิชัย กล่าวว่าในพระไตรปิฎกมีธรรมะกว่า 84,000 พระธรรมขันธ์ ซึ่งอาจมากมายจนหลายคน ไม่รู้จะไปหยิบจับ เอาธรรมะข้อใดมาปฏิบัติ เพื่อให้ตนเป็นคนดี ท่านจึงขอแนะนำว่าให้เลือกเอา ‘ความกตัญญู’ มาปฏิบัติเป็นอันดับแรก

ทั้งนี้ในส่วนของความกตัญญูต่อบุพการี ที่เปรียบเสมือนพระในบ้าน เราในฐานะลูก ควรหมั่นทำความดีต่อท่าน โอบกอดท่าน รวมถึงใช้เวลาอยู่กับท่านให้มากที่สุด เพราะแท้จริงแล้วสิ่งที่ทำให้พ่อแม่มีความสุขมากที่สุดก็คือ การได้รับความรัก และการเอาใจใส่จากลูกนั่นเอง

อาหารที่อร่อยที่สุด ไม่ใช่อาหารที่มีรสชาติอร่อยที่สุด แต่เป็นอาหารที่เราได้กินกับคนที่เรารัก เสื้อผ้าพัตราภรณ์ที่มีรสนิยมที่สุด ไม่ใช่เสื้อผ้าที่เราสั่งมาจากเมืองนอก แต่เป็นเสื้อผ้าพัตราภรณ์ที่เราซื้อให้พ่อ ซื้อให้แม่ของเรา ที่นอนที่นุ่มนวล..สำหรับคนเป็นพ่อเป็นแม่ก็ไม่ใช่ที่นอนซึ่งแพง แต่เป็นที่นอนที่ลูกบรรจงปูให้พ่อให้แม่ โมงยามที่มีความสุขที่สุดของคนเป็นพ่อเป็นแม่ ก็ไม่ใช่โมงยามที่ได้รับรางวัลอันยิ่งใหญ่ของโลก แต่คือโมงยามที่พ่อแม่ลูกได้นั่งคุยกัน ได้นั่งกินข้าวด้วยกัน ได้เดินทางท่องเที่ยวด้วยกัน

ท่านว.วชิรเมธี บรรยายธรรมต่อว่า เมื่อเรารักพ่อแม่ ก็ต้องตอบแทนความรักให้กับพ่อแม่ เฉกเช่นเดียวกับเมื่อเรารักแผ่นดิน รักพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เราก็ควรจะแสดงความกตัญญูเหล่านั้นออกมา แล้วประเทศชาติของเรา หรือกระทั่งโลกของเราก็จะสงบสุข เพราะเพียงแค่ความกตัญญูอย่างเดียว ก็สามารถกอบกู้โลกได้แล้ว

“ความกตัญญูย่อมหมายรวมถึง กตัญญูต่อแผ่นดิน ถิ่นที่เราอาศัยด้วย ถ้าเรากตัญญู เราก็จะไม่ทำให้พ่อแม่น้ำตาตก ไม่ทำให้แผ่นดินนี้เต็มไปด้วยการคอรัปชั่น ไม่ทำให้โลกนี้แย่ลง เพราะเราจะมองว่าโลกก็คือ บ้านของเรา มนุษย์ทุกคนคือบุตรธิดาของธรรมชาติ และแน่นอนน้ำจะไม่ท่วมบ้านท่วมเมือง เพราะเราจะไม่ทำลายสมดุลธรรมชาติ ความกตัญญูเพียงประการเดียวกอบกู้โลกทั้งโลกก็ยังได้ ดังนั้นความกตัญญูนั้น เป็นจริยาของพระพุทธเจ้า เป็นจรรยาของวิญญูชนทั้งโลก

และแน่นอนที่สุดเป็นพระราชจริยวัตรในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เห็นได้จากการที่ทรงแบ่งเวลาจากพระราชกรณียกิจอันมากมายไปร่วมโต๊ะเสวยกับพระบรมราชชนนี อย่างน้อย 1 วันใน 1 สัปดาห์

ฉะนั้นหากเราทั้งหลายเห็นว่าธรรมะมีมากมาย ตั้ง 84,000 พระธรรมขันธ์ ไม่รู้จะไปหยิบจับเอาข้อใดมาประพฤติปฏิบัติ อาตมาขอแนะนำไว้ข้อหนึ่งคือ ความกตัญญู เพราะความกตัญญูคือเครื่องหมายของการเป็นคนดี”

“ถ้าเราอยากจะเฉลิมฉลองพระเกียรติยศพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ของเรา ให้ชาวโลกชื่นชมยินดี วิธีหนึ่งซึ่งเป็นวิธีที่เป็นรูปธรรมนั่นคือ ขอให้เราคนไทยทุกคนมาร่วมกันเป็นลูกกตัญญู เมืองไทยที่เต็มไปด้วยลูกกตัญญูนั้น จะเป็นเมืองไทยที่น่าอยู่ที่สุดในโลก ฉะนั้นความกตัญญูนี่แหละ เป็นสิ่งที่เราปฏิบัติได้ ไม่ได้เกี่ยวกับยศศักดิ์ ไม่ได้เกี่ยวกับการอ่านออกเขียนได้ ไม่ได้เกี่ยวกับเงินทอง ทรัพย์สิน สมบัติ ขอแค่เป็นคน คุณก็เป็นคนกตัญญูได้แล้ว

นี่คือวิธีที่ดีที่สุด ที่คุณจะตอบแทนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ของเรา หากรักพ่อ ก็ขอให้รักในสิ่งที่พ่อทำ พ่อปฏิบัติธรรม ลูกก็ปฏิบัติธรรม รักพ่อปฏิบัติธรรมถวายพ่อ แล้วพ่อจะทรงยินดีปรีดาเป็นที่สุด”

ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ
บอกเล่าความกตัญญูต่อบิดามารดา และพ่อหลวง

ด้านอดีตวิศกรองค์การนาซ่า ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ ร่วมแบ่งปันเรื่องราวความกตัญญู ทั้งต่อบิดามารดาและต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

โดยในส่วนของความกตัญญูต่อบุพการีนั้น ดร.วรภัทร์เล่าว่า สิ่งที่ท่านภูมิใจมากที่สุดอย่างหนึ่งในชีวิต นั่นคือ การแสดงความกตัญญูต่อบิดามารดา ด้วยการนำเอาธรรมะไปแนะนำให้คุณพ่อและคุณแม่ได้ปฏิบัติในห้วงวาระสุดท้ายของชีวิต

คุณพ่อผมท่านไม่ได้เป็นพุทธ แต่ท่านอ่านหนังสืออาจารย์พุทธทาส (ท่านพุทธทาสภิกขุ) อยู่บ้าง และเมื่อผมกลับมาเมืองไทย ในวาระสุดท้ายก่อนที่คุณพ่อจะเสียชีวิต ผมก็ไปยืนพูดเรื่องธรรมะให้ท่านฟังว่าผมกระดิกไม่ได้ ฟันก็กระดิกไม่ได้ หนังก็บังคับไม่ได้ ก็พูดถึงกัมมัฏฐานให้ท่านฟัง เป็นสิ่งสุดท้ายก่อนที่ท่านจะสิ้นใจ ทำได้ดีที่สุดแค่นี้ แต่ผมก็คิดว่าคนตายไม่ได้จากเราไปไกล เราส่งจิตส่งถึงท่านได้

ส่วนแม่ของผม สมัยก่อนท่านมีความคิดที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ กตัญญูหนึ่งที่ผมทำสำเร็จคือ ผมปราบแม่ให้มาเป็นสัมมาทิฏฐิได้ ใช้เทคนิคหลายอย่าง เช่น ยอมหยุดจนอยู่เย็นของพระพยอม ข้อนี้ใช้บ่อย และทำตนเป็นตัวอย่าง นั่นคือ ให้แม่เขาได้ระบายเรื่องต่างๆ ให้เราฟัง เพราะปกติแม่จะระบายใส่พ่อ

ผมก็เป็นตัวแทนพ่อคอยรับฟัง ท่านจะปรี๊ด วีนมา เราก็ขำๆ เพราะเราอย่าลืมว่า โลกของท่านกับเรามันต่างกันนะ คนละยุคสมัย ฉะนั้นวิธีคิดท่านก็คิดอย่างนึง เราก็คิดอีกอย่างนึง ฉะนั้นผมก็จะใช้วิธีกอดท่าน บางทีก็นอนตักให้ท่านมีความรู้สึกว่าปราบผมอยู่ ทำตัวกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง ยอมๆ ไปเถอะท่านเป็นแม่ รวมถึงต้องไม่ใส่ร้ายซึ่งกันและกัน เพราะบางทีพ่อจะต่อว่าแม่ แม่ต่อว่าพ่อ พอท่านพูดให้ฟัง เราก็จะเฉยๆ ไว้อย่าไปผสมโรง พอแม่โมโหเราก็ค่อยๆ ฟังแม่ ใช้วิธีอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนแม่สงสัยว่า ไปเรียนที่ไหนมา ผมก็ค่อยเฉลย และพาไปแม่ไปวัด ไปฟังพระเทศน์

วิศกรหนุ่มอารมณ์ดียังได้บอกเล่าถึงความกตัญญูต่อพระเจ้าแผ่นดินด้วยว่า ตัวเขาได้แสดงความกตัญญูถวายต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ใน 2 ด้านด้วยกัน

“มุมแรกคือ ทางธรรม วันที่ผมเปลี่ยนศาสนามาเป็นพุทธใหม่ๆ ผมบวชเมื่อครั้งงานเฉลิมพระชนมพรรษาครบรอบ 72 พรรษา ผมบวชถวายให้พระองค์ท่าน เพราะตั้งใจว่าจะปฏิบัติธรรมตามพระองค์ นั่นคือการแสดงความกตัญญูในทางธรรม

ส่วนทางโลก ผมยังตามพระองค์ท่านไม่ทันหรอก ยังโง่ๆ อยู่เลย (หัวเราะ) แต่ก็พยายามถามตัวเองว่า ผมเรียนจบวิศวกรรมเหมือนพระองค์ แต่พระองค์ท่านปลูกต้นไม้ ทำเกษตรกรรมได้ ทำไมเราจะทำไม่ได้ ดังนั้นผมก็ปลูกบ้างสิ ตอนนี้ก็เลยไปซื้อที่เอาไว้ 4 ไร่ ที่ปากช่อง แล้วก็ทำตามทุกอย่างที่ในหลวงสอน ผมจำลองสถานการณ์ว่า เราจะอยู่แบบพอเพียงไม่ต้องพึ่งพาคนอื่นได้หรือไม่ ปรากฎว่าเราก็อยู่ได้ ตอนนี้ผมเลี้ยงแพะไว้ 3 ตัว เลี้ยงไก่ 5 ตัว มีบ่อน้ำเล็กๆ และปลูกต้นยางนา, กฤษณา, สะเดา และเรียนรู้ความพอเพียงตามแนวพระราชดำรัสของพระองค์ท่าน

และเวลาไปบรรยายตามที่ต่างๆ ผมก็จะเชิญชวนให้องค์กร ดำเนินกิจกรรมเกี่ยวกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งก็มีหลายบริษัทนำไปทำตาม ซึ่งผมคิดเสมอว่าพ่อเหนื่อยขนาดนี้ มีภาพพระเสโทหยดที่ปลายพระนาสิก แล้วเราจะเหนื่อยน้อยกว่าท่านได้อย่างไร อย่างน้อยสิ่งหนึ่งที่เราทุกคนทำได้คือ มีความกตัญญูต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และบุพการี”

หลังฟังธรรมบรรยาย และเรื่องราวความกตัญญูอันน่าประทับใจ (ที่ทำได้ไม่ยาก) ไปแล้ว หวังว่าหลายท่านคงพอจะปิ๊งไอเดียกันบ้างแล้ว ว่าจะทำความดีอะไร เริ่มต้นปีใหม่นี้ดี… แฮปปี้ปีมังกรทองค่ะ ^_^

*เก็บตกบรรยากาศงานเปิดตัวหนังสือ “ที่สุดแห่งความดี”


>> อัพเดตข่าวในแวดวงสังคม ก็อซซิป แฟชั่น ความงาม และเที่ยว กิน ดื่ม เพิ่มเติมได้ที่  http://www.celeb-online.net

Comments are closed.

Pin It