Interview

“กานต์ จาติกวณิช” ทายาทนักการเมืองดัง ไม่สนการเมือง…มุ่งดูแลสุขภาพ

Pinterest LinkedIn Tumblr


นอกจากนามสกุลของ “แจม-กานต์ จาติกวณิช” ลูกสาวคนสวยของ “คุณพ่อกรณ์ และคุณแม่เจ-วรกร จาติกวณิช” จะชวนให้สะดุดตา จนอยากทำความรู้จักแล้ว ยิ่งได้เห็นลุคนางแบบของสาวหน้าเก๋ หุ่นฟิตแอนด์เฟิร์ม สมกับที่ชอบออกกำลังกายมาตั้งแต่เด็กแล้ว ยิ่งชวนให้สาวแจมมีเสน่ห์น่าค้นหา
วันนี้ Celeb Online เลยอยากชวนทุกคน ไปทำความรู้จักกับสปอร์ตเกิร์ลหน้าเก๋ ที่ตอนนี้หันมาเอาดีในธุรกิจสุขภาพ ด้วยการร่วมกับพาร์ตเนอร์ปลุกปั้นแบรนด์ HAYDAY ผงโปรตีนวีแกน ซึ่งแจมรับหน้าที่ดูแลในส่วนของการตลาด โดยหลังจากเปิดตัวแบรนด์ไปเมื่อปลายปีที่แล้ว แจมบอกว่ากระแสตอบรับค่อนข้างดี หลังจากเน้นวางขายตามช่องทางออนไลน์ อย่าง LINE, IG, มาร์เก็ตเพลสต่างๆ และมีไปฝากขายตามร้านอาหารและคาเฟ่ คาดว่าภายในปีนี้จะเริ่มมีวางขายตามซูเปอร์มาร์เก็ต
“ส่วนตัวแจมสนใจเกี่ยวกับสุขภาพอยู่แล้ว เพราะออกกำลังกายตามคุณพ่อมาตั้งแต่เด็ก ทุกวันนี้ก็ยังเล่นเทนนิส วิ่ง เข้ายิม แต่จุดเปลี่ยนที่ทำให้หันมาสนใจเรื่องอาหารการกินคือ ตอนที่เรียนมหาวิทยาลัยที่อังกฤษ มีช่วงหนึ่งแจมลองหยุดกินเนื้อสัตว์ ปรากฏว่ารู้สึกมีพลังมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเรียนก็ทำได้ดีขึ้น เล่นกีฬาหรือออกกำลังกายก็ทำได้นานขึ้นกว่าเดิม จากจุดนั้นเลยทำให้รู้สึกว่า การกินสำคัญมากกับชีวิตคนเรา โดยที่เราอาจไม่รู้ตัว จึงเริ่มปรับวิถีการกินที่มองว่าตอบโจทย์กับตัวเอง ทุกวันนี้แจมลดการกินเนื้อลงเหลือสัปดาห์ละครั้ง เพราะคิดว่าร่างกายเราไม่ค่อยเหมาะกับการกินเนื้อ กินแล้วย่อยยาก”


ข้อดีของการเลิกกินเนื้อ นอกจากจะตอบโจทย์ในการดูแลสุขภาพของแจม ยังทำให้เธอเห็นโอกาสทางธุรกิจ

“ปัจจุบันเทรนด์สุขภาพมาแรง คนหันมาให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพ ทั้งการออกกำลังกายและการกินอาหาร รวมทั้งมองหาอาหารเสริมที่เป็นโปรตีน แต่ที่มีอยู่ตามท้องตลาด อาจจะไม่ตอบโจทย์ เพราะบางคนอาจจะแพ้นมหรือแพ้ถั่ว ซึ่งเป็นส่วนผสมในผงโปรตีน ดังนั้น พอเรามาทำ HAYDAY เลยเลือกทำเป็นผงโปรตีนวีแกนที่ไม่มีส่วนผสมของทั้งนมและถั่ว”

แจมยังบอกด้วยว่า “ปีหน้ายังมีแผนจะขยายไปเจาะตลาดสิงคโปร์ ซึ่งมีดีมานต์ของกลุ่มคนที่หันมาดูแลสุขภาพคล้ายๆ ในบ้านเรา แต่ที่โน่นอาจจะมีคู่แข่งน้อยกว่า เพราะที่มีวางขายส่วนใหญ่จะนำเข้าจากฝั่งยุโรปและสหรัฐฯ ทำให้เราคาค่อนข้างสูง”


มาถึงบทบาทในการทำการตลาดของแจม ถึงจะเรียนจบด้านวรรณคดีอังกฤษ จากมหาวิทยาลัยเดอรัม ประเทศอังกฤษ แต่เธอก็สามารถนำความรู้ที่มีมาต่อยอดในการทำธุรกิจได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะ เรื่องการสื่อสารและการเลือกใช้ภาษา เพื่อสื่อสารให้โดนใจลูกค้า

“แจมเลือกเรียนด้านวรรณคดีอังกฤษ เพราะชอบอ่านหนังสือ และสนใจด้านวรรณคดีเป็นทุนเดิม แน่นอนว่าคนที่เรียนด้านวรรณคดีส่วนใหญ่ ก็ย่อมฝันว่าอยากจะเป็นนักเขียน แจมเองก็สนใจด้านงานเขียน เคยไปลองเป็นนักเขียนฟรีแลนซ์ให้กับนิตยสารต่างประเทศมาบ้าง และตอนนี้กำลังเริ่มเขียนหนังสือของตัวเอง โดยนำเรื่องราวในชีวิตมาเป็นแรงบันดาลใจ”


นอกจากทำงานเขียนอย่างที่ตั้งใจ เธอยังนำความสามารถด้านการเขียน มาใช้ในการทำตลาดให้กับ HAYDAY ซึ่งเธอตั้งใจถ่ายทอดสตอรี่และแรงบันดาลใจของแบรนด์ด้วยตัวเองเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด เพราะตั้งใจอยู่แล้วว่าจะขยายตลาดไปต่างประเทศ ซึ่งแจมมองว่าการใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารทั้งหมด ถือเป็นจุดแข็งของแบรนด์ก็ว่าได้ เพราะแบรนด์อื่นๆ ในตลาด จะใช้ภาษาไทยในการทำการตลาดมากกว่า ที่สำคัญ ยังทำให้ HAYDAY ขยายตลาดไปต่างประเทศได้ง่าย

“ในอนาคตนอกจากสิงคโปร์ ก็เล็งกลุ่มประเทศ APAC เช่น ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ฯลฯ และยังอาจจะแตกเป็นอาหารเสริมแพลนต์เบสอื่นๆ”


มาถึงไลฟ์สไตล์ส่วนตัวอย่างที่เกริ่นไปตอนต้นว่า แจมเป็นสปอร์ตเกิร์ล ชอบออกกำลังกายมาตั้งแต่เด็ก จนทุกวันนี้เธอก็ยังรักในการออกกำลังกาย

“แจมไม่ได้ฟิกว่าต้องออกกำลังกายสัปดาห์ละกี่วัน แต่จะพยายามไปออกกำลังกายเพื่อรีเฟรชตัวเองช่วงเช้า ประมาณ 3-4 ครั้ง/อาทิตย์ เพราะรู้ตัวว่าถ้ารอเสร็จงานไปตอนเย็น อาจจะเหนื่อยและไม่อยากไป”

อย่างไรก็ตาม ถึงจะเน้นดูแลสุขภาพ แต่ความสุขในการกินก็เป็นสิ่งที่ทิ้งไม่ได้ เธอชอบไปลองชิมอาหารแพลนต์เบสตามร้านอาหารต่างๆ หรือถ้ามีนัดกับเพื่อนก็เอนจอยเต็มที่กับการกินได้ ไม่ได้รู้สึกว่าต้องกินแต่อาหารสุขภาพ จะของหวานก็ไม่มีปัญหา เพราะคิดว่าคนเราควรกินแบบที่อยากกิน ไม่ควรอดหรือฝืนตัวเองจนไม่มีความสุข”


อีกไลฟ์สไตล์ที่สาวแจมชื่นชอบคือ การท่องเที่ยว ยิ่งมีคนรู้ใจเป็นลูกครึ่งอังกฤษ-อิตาลี เธอเลยไปเช็กอินที่สองประเทศนี้บ่อย

“อย่างช่วงโควิด-19 ก็ไปอยู่ยุโรปพักใหญ่ ส่วนเมืองไทย ก็ไปเที่ยวมาบ้าง ส่วนตัว แจมชอบเที่ยวทะเล เที่ยวเกาะ เรื่องการแต่งตัวแต่ก่อนเน้นพร็อบเยอะ เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยแล้ว ไอเทมที่ซื้อบ่อยคือ สนีกเกอร์ สไตล์การแต่งตัวที่ชอบคือ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่เป็นสาวแอกทีฟ ใส่แล้วต้องคล่องตัว สำหรับอนาคต แจมเลือกที่จะโฟกัสกับการปลุกปั้นธุรกิจให้เติบโต ควบคู่ไปกับการทำงานเขียนที่รักให้เสร็จ”

“ไม่ว่าจะทำอะไร แจมจะนำสิ่งที่คุณพ่อสอนมาปรับใช้เสมอ คุณพ่อจะสอนเสมอว่า ‘วินัยสำคัญกว่าแรงจูงใจ’ อย่างเรื่องการออกกำลังกาย หรือการทำงาน แน่นอนว่ามีบางวันที่เราอาจจะขี้เกียจ ไม่อยากไป แต่ถ้าเรามีวินัยกับตัวเองทุกวัน ก็จะเคยชิน หรืออย่างการใช้ภาษาไทยก็เหมือนกัน แจมไปเรียนที่อังกฤษตั้งแต่อายุ 11 ปี จะกลับมาบ้านช่วงปิดเทอม จะคุ้นเคยกับการใช้ภาษาอังกฤษ ช่วงแรกๆ กลับมาไทยพูดไทยไม่คล่อง ก็อาศัยคำสอนที่คุณพ่อบอก พยายามพูดบ่อยๆ จนพูดไทยได้ดีขึ้น” แจมทิ้งท้าย

Comments are closed.

Pin It