Celeb Online

ไปเติมความรื่นรมย์บนเกาะแกงการู อิ่มเอมธรรมชาติ อาหารเลิศรส สปาร์กลิ้งรสชาติถูกปาก


>>อะไรจะดีไปกว่าการใช้เวลาพักผ่อนบนเกาะที่เต็มไปด้วยธรรมชาติ พร้อมอาหารเลิศรสแบบชาวท้องถิ่น และที่ขาดไม่ได้เลยก็คือสปาร์กลิ้งเย็นๆ ที่ดื่มคู่กันได้ดีกับอาหาร พร้อมเสียงหัวเราะเคล้าความสุข เพราะที่นี่คือ เกาะแกงการู (Kangaroo Island)

ช่วงที่ลมหนาวมาเยือน เชื่อว่าหลายคนกำลังมองหาแหล่งพักผ่อนช่วงปลายปี ฉลองคริสต์มาส หรือเทศกาลปีใหม่แบบธรรมชาติที่ไม่ได้เต็มไปด้วยแสง สี เสียง และผู้คนมากมายแบบสังคมเมือง แนะนำว่าที่ “เกาะแกงการู” น่าจะเป็นจุดหมายที่ดีที่สุดอีกแห่งหนึ่งที่คุณไม่ควรพลาดเลือกไปเยือน ที่สำคัญช่วงนี้เข้าสู่ช่วงฤดูร้อนของออสเตรเลียพอดี จึงเหมาะอย่างยิ่งที่จะไปดื่มด่ำธรรมชาติ และสนุกกับกิจกรรมมากมาย


สำหรับผมเป็นครั้งที่สองแล้วที่ได้มาเยือนเกาะแกงการู ด้วยเพราะเกาะแกงการูอยู่ทางตอนใต้ของออสเตรเลีย ตรงนอกชายฝั่งรัฐออลเตรเลียใต้ ซึ่งไม่ไกลจากเมืองแอดิเลดมากนัก เดินทางสะดวกเพียง 30 นาที โดยเครื่องบิน (เล็ก) ก็มาถึงสนามบินคิงส์คอต (Kingscote) ของเกาะแกงการูแล้ว

แกงการูเป็นเกาะที่มีขนาดใหญ่เป็นที่ 3 รองจากทาสมาเนีย และเกาะเมลวิลล์ ที่อยู่ทางตอนเหนือของทวีปออสเตรเลีย แต่แกงการูนี้เป็นเกาะขนาดใหญ่ถึง 4,500 ตารางกิโลเมตร แต่มีประชากรอาศัยอยู่ราว 4,000 คน ด้วยเพราะพื้นที่ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ของเกาะเป็นอุทยานแห่งชาติเเละเขตสงวนพันธุ์พืชและลัตว์ ดังนั้น จึงมั่นใจได้เลยว่ามาเกาะแกงการูครั้งนี้จะได้ชมสิงสาราสัตว์นานาพันธุ์ของออสเตรเลีย ทั้งวอลลาบี หมีโคอาลา พอลซัม นกนานาชนิด และแน่นอน แกงการู หรือเจ้าจิงโจ้ นั่นเอง


ในอดีตเกาะแกงการูเป็นที่อยู่อาศัยของชนพื้นเมืองอะบอริจินิลเมื่อราว 10,000 ปีก่อน แต่เมื่อนักสำรวจชาวยุโรปเขามาถึงเกาะนี้ในช่วงต้นศตวรรษที่ 9 ก็ไม่ปรากฏว่ามีคนอาศัยอยู่ ไม่รู้ว่าชาวพื้นเมืองทิ้งเกาะไปตั้งแต่เมื่อไหร่ เจอแต่จิงโจ้ครอบครองเกาะอยู่เป็นจำนวนมาก เกาะนี้จึงกลายเป็นที่แวะจอดหรือเพื่อหาเสบียงอาหารและน้ำจืดเพิ่มเติม ชื่อเกาะแกงการูจึงได้มาด้วยเหตุว่า เป็นที่ที่ชาวเมืองขึ้นบกเพื่อไปล่าจิงโจ้มาเป็นเสบียงนั่นเอง

คนผิวขาวกลุ่มแรกๆ ที่เข้ามาอาศัยอยู่บนเกาะนี้ เป็นพวกพ่อค้าขนสัตว์ โดยเฉพาะหนังแมวน้ำ ที่อาศัยอยู่ริมชายฝั่งของเกาะ แต่ต่อมาก็เริ่มมีผู้คนอพยพเข้ามาทำฟาร์มเลี้ยงแกะ และเมื่อหลังสงครามโลก ครั้งที่ 2 ทหารผ่านศึกชาวออสซีก็ได้รับรางวัลหลังปลดประจำการ เป็นที่ดินว่างเปล่าบนเกาะแห่งนี้เพื่อให้เป็นที่ทำมาหากิน แต่ราคาขนสัตว์ที่ตกต่ำ ทำให้เกษตรกรชาวเกาะแกงการูหันมาทำอาชีพเกี่ยวกับการท่องเที่ยวแทน ด้วยเพราะเกาะแกงการูเป็นสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติที่นอกจากนักท่องเที่ยวชาติอื่นจะนิยมมาเที่ยวแล้ว พลเมืองของออสเตรเลียเองก็ยังนิยมมาท่องเที่ยวที่นี่เช่นกัน และมักมากันเป็นครอบครัว เพราะราคาไม่แพงและมีกิจกรรมให้เด็กๆ ได้ทำ โดยเฉพาะการไปเที่ยวชมสัตว์ป่าที่มีอยู่ในธรรมชาติมากมาย สัตว์เหล่านี้มีทั้งสัตว์ที่กำเนิดที่นี่ และสัตว์ที่ถูกนำมาจากดินแดนส่วนอื่นๆ ในออสเตรเลีย อย่างหมีโคอาลา ตุ่นปากเป็ด หรือพอสซัมหางวงแหวน เป็นต้น



การเดินทางชมรอบเกาะแกงการู หรือที่เรียกว่า “Wild Life Tour” ที่ดีที่สุดคือเลือกรถบัสคันใหญ่ เพราะสะดวกต่อการเดินทาง และเวลาที่ขับซอกแซกเข้าใกล้ๆ ถิ่นของสิงสาราสัตว์ก็จะได้เข้าถึงได้ง่าย เพราะบางเส้นทางค่อนข้างแอดเวนเจอร์ ราวกับอยู่แอฟริกาใต้เลยด้วยซ้ำ

หลังจากเลือกที่พักได้ที่แล้ว คือ โรงแรมเมอร์เคียว แกงการู (Mercure Kangaroo Island Loge) ซึ่งเป็นโรงแรมขนาดไม่ใหญ่มากนัก สไตล์โอเรียนทอล แต่เต็มไปด้วยสิ่งอำนวยครบครัน อยู่ในเขตอเมริกัน ริเวอร์ เบย์ (American River Bay) จากนั้นก็ออกไปรับประทานอาหารกลางวันในเต็นท์ที่เนรมิตขึ้นมาเพื่องานนี้โดยเฉพาะ โดยมี “เจคอบส์ ครีก” ไวน์อันดับหนึ่งของ เพอร์นอต ริคาร์ด เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวัน ตั้งอยู่บนเนินเขาริมทะเลท่ามกลางทุ่ง “ดอกเรปซีด” (Rapeseed) สีเหลืองสดใส ตัดกับท้องฟ้าสีคราม สร้างความรื่นรมย์เหมาะกับการกินและดื่มยิ่งนัก แถมมีจุดชมนกหลากหลายสายพันธุ์อีกด้วย


อาหารมื้อกลางวันนี้ เป็นอาหารท้องถิ่นสไตล์ปิ้งๆ ย่างๆ มีทั้งปลาหมึก ปลา และสลัดผัก ซึ่งกินและดื่มเข้ากันได้ดีกับไวน์เจคอบส์ ครีก รุ่น BIN222 Chardonnay ซึ่งคนที่ทำหน้าที่เสิร์ฟอาหาร และปิ้ง-ย่าง ก็คือคนขับรถพาเที่ยวของเรานั่นเอง เพราะเขาเป็นพลเมืองบนเกาะแห่งนี้ ที่หันมาทำอาชีพไกด์ทัวร์นำเที่ยวบนเกาะอย่างเป็นล่ำเป็นสัน และบริการผู้มาเยือนอย่างภูมิใจ

ผมใช้เวลาช่วงบ่ายแวะไปอุทยานแห่งชาติ “Seal Bay Conservation Park” ซึ่งเป็นเขตอนุรักษ์แมวน้ำที่มีหน่วยงานรัฐให้การสนับสนุน เนื่องจากปัจจุบันจำนวนประชากรของแมวน้ำค่อยๆ ลดลง จึงทำการอนุรักษ์ และปกปักรักษาถิ่นที่อยู่อาศัยของมันอย่างดี ดังนั้น เมื่อเดินลงไปสู่ทะเล ระหว่างทางก่อนถึงชายหาดจึงสามารถพบกับเจ้าแมวน้ำนอนก่ายกันไปมาด้วยอิริยาบถน่ารักๆ โดยเจ้าหน้าที่ของอุทยาน ซึ่งเป็นแรงเจอร์ผู้พิทักษ์สัตว์อาสาสมัครเล่าว่า แมวน้ำนั้นจะออกทะเลเพื่อหากินครั้งละ 3-4 วัน โดยจะว่ายน้ำออกไปอย่างไม่หยุดหย่อน พอกลับเข้ามาบนฝั่ง จึงไม่ทำอะไรนอกจากการนอนเกลือกกลิ้งไปมาแล้วหาเรื่องทะเลาะเล่นกันบ้าง



เมื่อเข้าสู่ช่วงค่ำ เรามีนัดกันที่กระท่อมกลางทุ่งดอกเรปซีดสีเหลืองอร่าม เพื่อดินเนอร์แบบชาวท้องถิ่นของออสเตรเลีย ภายในจัดโต๊ะดินเนอร์ที่ตกแต่งไปด้วยถังไม้โอ๊ก ดอกหญ้า และดนตรีสไตล์คันทรี โดยก่อนที่จะเริ่มดินเนอร์ทุกคนดื่มด่ำกับสปาร์กลิ้งของ “เจคอบส์ ครีก” รุ่น Trilogy ซึ่งเข้ากันได้ดีกับอาหารสไตล์เอเชียอย่างหอยนางรมสด งานนี้ทำเอาทุกคนต่าง Enjoy Eating และ Enjoy Drinking เลยทีเดียว

เมื่อพูดถึงดอกเรปซีด หรือมีอีกชื่อหนึ่งว่า “แคโนลา” (Canola) นิยมปลูกกันมากในสหรัฐฯ ออสเตรเลีย จีน และอินเดีย มีความสำคัญเป็นอันดับสามในอุตสาหกรรมน้ำมันพืชรองจากน้ำมันปาล์ม น้ำมันถั่วเหลือง กากของเมล็ดที่สกัดน้ำมันแล้ว ใช้เลี้ยงสัตว์ เป็นแหล่งโปรตีนสูง เมื่อดอกสีเหลืองทองกลายเป็นฝักและเมล็ดที่รอการเก็บเกี่ยวเพื่อไปทำน้ำมันได้



จากนั้นดินเนอร์ก็เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยมีเจ้าภาพจากทีมผู้บริหารเจคอบส์ ครีก บริษัท เพอร์นอต ริคาร์ด ออสเตรเลีย ให้การต้อนรับ พร้อมด้วยแขกจากประเทศเพื่อนบ้านอย่าง อินเดีย และจีน เข้าร่วมดินเนอร์พร้อมกันด้วย บรรยากาศแห่งการดินเนอร์เต็มไปด้วยความสนุกสนานยิ่งขึ้น เมื่ออาหารอิ่มท้องและเครื่องดื่มเริ่มทำงาน โดยเฉพาะไวน์เจคอบส์ ครีก รุ่น Reserve Pinot Noir กระตุ้นให้ทุกคนอยากออกไปขยับจังหวะดนตรีแบบคันทรี ที่สำคัญค่ำคืนนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดของผู้บริหารคนหนึ่งของเจคอบส์ ครีก ออสเตรเลีย ความครึกกครึ้นจึงไม่เคยหยุดนิ่ง พร้อมเสียงแสดงพลังพร้อมกับการชนแก้วไวน์คำว่า “หยามมมม ซิ่งงงงง” ตามวงต่างๆ ก็ยิ่งทำให้การกินและดื่มในค่ำคืนนั้นสนุกสนานสุดๆ

ช่วงที่ผมมาเยือนเกาะแกงการูเป็นช่วงปลายฤดูหนาว ซึ่งยังคงมีไอหนาวอยู่ ทำให้บางคนเบรกจากการร่วมกิจกรรมภายในกระท่อมหลังเก่า ออกมาดื่มด่ำบรรยากาศภายนอกยามค่ำคืน ด้วยการสูดอากาศบริสุทธิ์ที่โชยมาพร้อมกลิ่นหอมของดอกเรปซีดที่รายล้อมอยู่นั้น พร้อมจิบไวน์เจคอบส์ ครีก รสเลิศ ที่มีเสิร์ฟตลอดทั้งปาร์ตี้นี้


รุ่งเช้าก่อนเดินทางกลับ เราแวะรับประทานอาหารเช้าแบบชาวชนบทท้องถิ่นของแกงการู ท่ามกลางธรรมชาติ อย่างต้นยูคาลิปตัสขนาดใหญ่ และบ่อน้ำขนาดกลาง ณ บริเวณที่เรียกว่า “ดั๊ก ลากูน” (Duck Lagoon) ซึ่งมีชื่อเสียงเพราะเป็นถิ่นของสัตว์ป่าทั้งนกนานาชนิด และหมีโคอาลา ดังนั้น ระหว่างที่รับประทานอาหารจึงสอดแทรกไปด้วยเสียงนกและสายลมที่พัดโชยมากระทบผิวกายแผ่วเบา สร้างความสดชื่นให้กับทุกคนถ้วนหน้า

การเดินทางมาเยือนเกาะแกงการูครั้งนี้ จึงนับเป็นการมาเยือนที่คุ้มค่าที่สุด เพราะได้ปลดปล่อยความวุ่นวายจากสังคมเมืองที่เต็มไปด้วยสิ่งเร้าต่างๆ มากมาย มาหยุด…และยั้งคิด พร้อมกับมีหมายเหตุในใจว่า เราคงจะได้มาเยือนที่แห่งนี้อีกไม่ช้าก็เร็ว :: Text by FLASH








>> อัปเดตข่าวในแวดวงสังคม กอสซิป แฟชั่น ความงาม และเที่ยว กิน ดื่ม เพิ่มเติมได้ที่  http://www.celeb-online.net และ ติดตาม CelebStagram ได้ที่ http://www.manager.co.th/celebonline/celebstagram/