Celeb Online

นางในจินตนาการของ "ยาขอบ" : องุ่น เกณิกา สุขเกษม

คอลัมน์ : เรื่องเล่าในเงาดิน โดย : องุ่น เกณิกา สุขเกษม

ภายในห้องนอนของฉัน ในเวลาเพียงสามทุ่มกว่าๆ เช่นนี้ แต่บรรยากาศช่างเงียบสงัด ไม่ว่ากระทั่งท้องถนนรวมไปถึงบ้านเรือนหลังอื่นๆ ในละแวกนี้ก็เช่นเดียวกัน คนต่างจังหวัดเพียงสองสามทุ่มก็ปิดบ้านเข้าเรือนกันแทบหมดสิ้นไม่มีใครเหลือนั่งอยู่ให้เป็นเหยื่อยุง

สำหรับบ้านของฉันในค่ำคืนนี้มีเพียงดอกแก้ว ดอกไม้ที่แสนหอมต้นข้างหน้าต่างที่ผลิดอกเบ่งบานรับยามกลางคืนอย่างสง่าผ่าเผย


พูดถึงต้นไม้ในวันนี้ฉันได้ปลูกดอกกุหลาบไปสิบกว่าต้น ฉันชอบดอกไม้ต่างๆ นานา รวมทั้งดอกกุหลาบ

เวลาเห็นดอกกุหลาบเมื่อใดเป็นต้องนึกถึงเรื่องราวเกี่ยวกับความรัก หรือความโรแมนติกต่างๆ เสมอ

กุหลาบหนูทั้งสิบสี่ต้นของฉันถูกปลูกอยู่ในกระถาง แล้วางเรียงขนานกับแนวพื้นปูนไหล่ทางที่หน้าบ้านเขียว ที่ตรงนั้นจะทำให้ดอกกุหลาบทั้งหลายของฉันได้รับแสงแดดในเวลารุ่งเช้าอย่างอุ่นละมุน

ฉันวางแผนในใจกับการที่จะมีดอกกุหลาบหมุนเวียนกันออกดอกออกมาให้ฉันได้ตัดแล้วนำไปวางคู่กับงานได้ตลอดทั้งปีอย่างไม่ขาด

ก็งานของฉันนั้นมีแรงบันดาลใจมาจากความสวยงามและความรัก จะขาดดอกกุหลาบเคียงข้างพวกเธอไปได้อย่างไร แต่กว่าจะปลูกเสร็จ ก็เล่นเอาหนามกุหลาบตำมือไปเสียหลายเจ็บ


เมื่อพูดถึงงานที่มีแรงบันดาลใจ มาจากความรัก ทำให้ฉันอดจะอวดถึงหนังสือเก่าเล่มหนึ่งที่ฉันเทียวโทรหาตามร้านหนังสือเก่าจนกระทั่งพบและสั่งซื้อทางไปรษณีย์ เอามาจนได้

หนังสือเล่มนั้นมีชื่อเรื่องที่เขียนไว้ง่ายๆ ธรรมดาๆ ว่า “เธอต้องการไม้ดอกสีม่วงในมือ” ของ “ยาขอบ”

ชื่อของยาขอบนั้นติดหูติดอยู่ในความรู้จักและทรงจำของฉันตั้งแต่สมัยเป็นเด็กๆ

ชื่อของคนที่ทำงานอย่างเต็มหัวจิตหัวใจฝากไว้ในแผ่นดินนั้น เป็นอมตะไปสู่คนรุ่นหลังๆ อย่างช่วยไม่ได้ แม้จะไม่ได้อ่านหนังสือจากการประพันธ์ของเขามากนัก แต่ว่าชื่อนั้นกลับตรึงอยู่ในความรับรู้มานานแสนนาน

และในยามค่ำคืนอันเงียบสงัดเช่นนี้ จะเป็นเวลาที่ฉันได้ทำความรู้จักกับหนังสือเล่มนี้อย่างคนที่ค่อยๆ พลิกแผ่นกระดาษในแต่ละหน้า…แต่ละหน้า เพื่อเสพคุณค่าแห่งตัวอักษรและค้นหาเรื่องราวจากหนังสือเล่มนั้น

เวลาอ่านหนังสือฉันมักจะค่อยๆ อ่าน เหมือนอย่างคนที่กินขนมแสนอร่อย..ค่อยๆ กิน ค่อยๆ ลิ้มลองไปทะละนิด ทีละนิดจนกว่าจะหมดชิ้น

หนังสือก็เช่นกัน และนี่เป็นเรื่องราวที่ชวนให้ฉันค้นหาว่าอะไรที่บรรจุอยู่ในชื่อเรื่องที่แสนจะง่ายๆ และธรรมดาแต่เปี่ยมไปด้วยพลังเสน่ห์เช่นนี้

เธอต้องการมีดอกไม้สีม่วงในมือ

ขึ้นชื่อว่า “นัก” ในบรรดาศาสตร์กระบวนศิลป์ ว่ากันว่า นามอันอุโฆษของเขาอุบัติจากพร ซึ่งสวรรค์เสกกำกับหัวมาเวลาจุติ แต่ก็อย่างไรเล่าที่พรวิเศษนั้น ประสิทธิจินตนาการแก่นักเขียนผู้ชนะใจคนอ่านทั้งสิบทิศผู้นี้…อิสตรีกระมัง! อา! เธอเป็นที่น่าเสน่หาเสียยิ่งกว่าอายาตนะใดๆ

นายศิลปี ผู้สนใจในวรรณกรรม ทั้งของไทยและต่างประเทศซึ่งเข้ามาประจำและฟื้นฟูคอลัมน์เกี่ยวกับการหนังสือของหนังสือพิมพ์นี้ เกณฑ์ให้ข้าพเจ้าเขียนความเรียงสั้นๆ ที่พอจะเป็นประโยชน์แก่วงการประพันธ์บ้าง ข้าพเจ้าตอบว่า ในกายของข้าพเจ้าไม่มีอันใดเป็นศาสตร์ มีแต่พวกสิ่งเหลวไหลไม่ได้เรื่อง แต่ทว่ามันกลายเป็นประโยชน์เหมาะแก่ตัวข้าพเจ้าเอง นายศิลปีว่า ถ้าฉะนั้นก็จงเขียนถึงเจ้าสิ่งเหลวไหลหรือบ้าบอของคุณนั้น สักสิ่งหนึ่งเถิด

ดังนั้นข้าพเจ้าเขียน…

ครั้งหนึ่งท่านขุนวิจิตรสุขการ ผู้ซึ่งมีความจริงใจแท้ ในอันจะอุปการะข้าพเจ้าให้ไปในทางดี ได้พาข้าพเจ้าไปหานายแพทย์ฝน แสงสิงแก้ว ผู้อำนวยการโรงพยาบาลโรคจิต สาเหตุที่พาไป เพราะข้าพเจ้าเล่าอาการอย่างหนึ่งที่เกิดอยู่เป็นประจำตัว ให้ท่านขุนวิจิตรฯ ฟัง ขุนวิจิตรฯ ว่า ท่านเป็นแพทย์ทางยา ไม่อาจวินิจฉัยอาการที่ข้าพเจ้าเล่าให้ฟังนั้นลงไปให้เด็ดขาดและถูกต้องได้ จะให้ดีต้องถามหมอฝน ข้าพเจ้าพร้อมด้วยท่านขุนวิจิตฯ จึงไปปรากฏกายในโรงพยาบาลบ้า เพราะเหตุนี้

ข้าพเจ้าไม่อิจฉาอิเหนา ทั้งในตอนที่เขาดำผุดดำว่ายสระสวาทอยู่ในเมืองหมันยา แลทั้งตอนที่เขาครองถ้ำอยู่กับบุษบา กามนิตบนลานอโศก หรือขุนแผนเมื่อคราวสำราญไพรกับวันทอง ก็เช่นเดียวกัน ทั้งนี้เพราะอิเหนา กามนิต ขุนแผน ยังมีคราววิบัติพลัดพรากต่อความรักของเขา ซึ่งข้อนี้ต่างกับข้าพเจ้า ผู้มียอดงามยอดรักคลอข้างอยู่ตั้งแต่รู้จักรัก มาจนบัดนี้ ก็ยังคลอข้างอยู่ไม่ห่างกาย ตรงนี้ บรรดาผู้ที่รู้จักชีวิตจริงของข้าพเจ้า หรืออย่างน้อยก็ประดาผู้ที่เคยเป็นเมียข้าพเจ้าคงจะหัวเราะ

แต่ชั่งเถิด ประเดี๋ยวก็รู้กันดอกว่า ยอดงามยอดรักที่ไม่เคยห่างของข้าพเจ้าคนนี้ คือใคร

เป็นการดูหมิ่นคนงามทั้งหลายหรือ ที่เรียกยอดรักคนนี้ของข้าพเจ้าว่า ยอดงาม? หามิได้เลย เธอได้สวยสดงดงามเช่นนั้นจริง และงามกว่าแม้จนนางงามหยดย้อย อันเกิดแต่ฝีมือ เหม เวชกร วาด ค่าที่เหมเป็นเพียงมนุษย์ แต่นางฟ้าของข้าพเจ้านั้น วิษณุวาด นั่งนึกเอาเถิดว่าความงามซึ่งเสมอด้วยวิษณุวาดนั้น จะสวยสดงดงามเพียงใด? พึงนึกและแต่งเติมเอาเถิด….ถึงรูปทรงผู้หญิงที่ท่านคิดว่าเป็นแบบที่สวยที่สุดของท่าน ผู้หญิงเช่นนั้นแหละ คือนางผู้เป็นยอดพธูของข้าพเจ้า เพราะข้าพเจ้าวาดเธอขึ้นด้วยความนึกคิด และปราศจากตัวตนเหมือนกัน

ปราศจากตัวตนแต่ก็ติดตามข้าพเจ้าไปทุกหนแห่ง ตราบเท่าที่สมองยังมีความรู้สึกนึกคิด ในเวลาที่คนทั้งหลายอาจสงสารว่าข้าพเจ้าว้าเหว่ เพราะเห็นอยู่ลำพังคนเดียว เวลานั้นแหละขอให้รู้ แทนความว้าเหว่ กลับเป็นเวลาเปี่ยมสุขเพราะมีเธอมาอยู่กับอ้อมกอดของข้าพเจ้า ยิ่งในที่สงัดยิ่งแน่นอน เหมือนร่างเธอเอนอิงพิงมาที่ไหล่ แล้วปากเธอก็คุยจ้อ ตัดพ้อและตอบโต้ด้วยถ้อยคำสำนวนที่ซาบซึ้ง และอ่อนไหวไพเราะอย่างที่ในชีวิตจริงๆ ไม่เคยพบจากผู้หญิงคนใด การยืนเดียวดายกลางแสงเดือนผ่องในทุ่งกว้าง มิได้หมายถึงข้าพเจ้าเป็นสุข เพราะเพลินเสียงลมสะบัดใบตาลแห้งแต่ลำพังคนเดียว นั่นมีเธอด้วย

กลางดงซึ่งเราต้องผลัดกันนั่งยามตามไฟ ตกเวรข้าพเจ้าเป็นไม่มีที่จะง่วงเหงาหาวนอน เพราะในยามนั้น ถึงแม้จะมีแต่เพื่อนชายข้าพเจ้าก็ตาสว่าง และภาคภูมิใจด้วยรู้สึกว่า ตนแบกภาระอันควรแก่หน้าที่ลูกผู้ชาย คือกำลังระวังผองภัย ให้แก่ยอดรักผู้นี้ของตน ยามเดินป่าเมื่อเห็นดอกตะแบก หรือผ่านตามคูคลองที่ผักตบชวากำลังออกดอก ข้าพเจ้าไม่อาจผ่านไปโดยไม่เก็บ ด้วยมันรู้สึกมาจากทางใดก็ไม่รู้ว่ายอดรักของข้าพเจ้าผู้นี้ โปรดดอกไม้สีม่วง และต้องการเสียเหลือกำลังที่จะมีมันไว้ในมือ ฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงต้องกระเย้อกระแหย่งตะเกียกตะกายเก็บดอกไม้สีม่วงนั้นมาให้จงได้ เพื่อสำหรับเธอ เธอผู้นี้อ่อนหวานย้อมใจให้ข้าพเจ้าเป็นสุขอย่างไม่เคยมีคู่สวาทที่มีความเป็นตัวตนคนใดเหมือน เพราะเหตุดังนั้น ถ้าข้าพเจ้าจะมีคนรัก ซึ่งปรากฏตัวตนจริงสักร้อย และเสียพวกคุณเหล่านี้ไปหมดทั้งร้อย ข้าพเจ้าก็ไม่มีวันอกหัก คร่ำครวญอาลัยหรือเสียความสำราญบานใจ ค่าที่ข้าพเจ้ายังมิได้เสียยอดหญิงอันเป็นยอดรัก คือเธอผู้ซึ่งต้องการจะมีดอกไม้สีม่วงในมือ

เธอไม่เคยขัดใจ ชั่งเป็นเทวีที่หลั่งให้แต่ความเบิกบานแท้ มาสู่ครั้งใดก็มีแต่จะพาชื่น เธออ่อนหวานและกลั่นกล่าวแต่ถ้อยคำอันน่าพิสมัยเพียงใด พยานส่วนย่อยจะได้เห็นจาก บางคราวที่ข้าพเจ้านำเอาขี้ปากที่เธอกล่าวด้วยข้าพเจ้ามาเขียน

บรรดาท่านพวกผู้อ่านที่เป็นแฟนของข้าพเจ้าต่างก็พากันชอบใจ เธออยู่เคียงข้างข้าพเจ้ามาเกือบ 20 ปีแล้ว และคงอยู่ต่อไปจนกว่าชีวิตวาย ดูเราจะเป็นสิ่งที่แยกจากกันไม่มีวันออก เหตุนี้แล ข้าพเจ้าจึงเกิดสงสัยตัวเองขึ้นมาว่า อาตมานี่จะบ้าหรือยังไง ฉะนั้นจึงต้องปรารภเรื่องนี้กับท่านขุนวิจิตสุขการ แล้วพาตัวเองไปหาผู้เชี่ยวชาญในสุขวิทยาทางจิต หรือท่านนายแพทย์ฝน แสงสิงแก้ว

รายละเอียดแห่งคำอธิบายของท่านผู้เชี่ยวชาญยืดยาว แต่สรุปลงได้ว่าข้าพเจ้าไม่จำเป็นจะต้องกังวลกับอาการที่เป็นอยู่เลย ด้วยไม่มีอะไรที่จะบ่งลักษณะไปในทางบ้าหลัง แต่ท่านนายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลโรคจิตสัพยอกข้าพเจ้าว่า คุณรู้ที่ซ่อนขุมทรัพย์ของคุณเองไหม ผมไม่ใช่นักประพันธ์ก็จริง แต่เดี่ยวนี้ ผมรู้จักที่เก็บขุมทรัพย์ของคุณดีทีเดียว

ถ้านายศิลปี ประสงค์จะฟื้นฟูคอลัมน์เกี่ยวกับหนังสือของหนังสือพิมพ์นี้ ด้วยสิ่งที่เหลวไหลบ้าๆ บอๆ บัดนี้ก็คงจะสมปรารถนา แต่ถ้านายศิลปีหวังสิ่งที่จะเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่สนใจต่อการประพันธ์บ้าง นั่นอาจจะไม่ได้อะไรจากข้อเขียนชิ้นนี้เลย

จบ…เรื่องสั้นเรื่องแรก “เธอต้องการไม้ดอกสีม่วงในมือ” ของ “ยาขอบ”

ฉันค่อยๆ ละเลียดอ่านเรื่องราวแต่ละบรรทัด ศึกษาถ้อยคำสำนวนของเขาไปอย่างช้าๆ ในค่ำคืนอันเงียบสงบ และรู้สึกรักและบูชาในความเป็นนักเขียนที่กล้าเขียนเล่าเรื่องราวของตนเองอย่างเปิดอก จนฉันได้รับรู้ความลับในเส้นทางของเขา

แม้จะเป็นคนละสาย คนละยุคสมัยอันแผกแตกต่างกัน แต่สำหรับมนุษย์ผู้ทำงานด้วยแรงบันดาลใจอันเกิดจากความรักและความรู้สึก แม้ยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร อารมณ์ความรู้สึกอันเป็นของดั้งเดิมตามธรรมชาติของมนุษย์นั้นย่อมคล้ายคลึงกันเสมอ…มีความรัก และรับรู้ความรัก มีความเกลียดและรับรู้ความเกลียด มีความสมหวังและรับรู้ความผิดหวัง มีความโศกความสุขและรับรู้ความโศกความสุข ผิดกันตรงแต่ว่าในความรับรู้แล้วนั้นผู้เขียนจะมีทรรศนะต่อสิ่งที่รับรู้ออกมาอย่างไร นั่นเป็นสิ่งที่น่าสนใจยิ่ง

ฉันดีใจที่ได้รับรู้จากหนังสือว่า ยาขอบมีนางในจินตนาการของเขา และนั่นเป็นขุมทรัพย์ที่สำคัญต่อการสร้างงานของเขา

เพราะการมีนางในจินตนาการอย่างแนบชิดติดใจไม่เคยแปลกแยกห่างจากไปไหนๆ นั้นช่างเป็นมนุษย์ผู้โชคดีราวกับผู้ที่มีน้ำผึ้งน้ำหวานหล่อเลี้ยงอารมณ์ของเขาให้หวานฉ่ำล้ำเลิศ ในยามจรดปากกาทำงานเสมอ

มันทำให้ฉันนึกละเมอและแอบคิดไปไม่ได้ว่า ก็ฉันด้วยนั่นไง ที่ชอบมีใครคนใดคนหนึ่งซึ่งเป็นคนนิรนาม ให้เอาไว้แอบหลงรักปักใจอยู่เสมอๆ เพื่อเอาไว้เป็นแรงขับในการสร้างงานด้วยเช่นกัน

เขาได้บอกถึงเคล็ดลับ ในการสร้างงานทิ้งไว้ให้กับคนรุ่นหลังที่ได้บังเอิญมาอ่านและได้พบเจอหนังสือนี้….เช่นฉัน

คิดแล้ว…ฉันก็ตัดใจปิดหนังสือแล้ววางมันลงอย่างทะนุถนอม ปล่อยให้เรื่องราวที่ได้อ่านจบไปค่อยๆ ซึมซาบลงสู่ห้วงนึกและรู้สึกอยู่เช่นนั้น เหมือนไอครีมแท่ง ที่ค่อยๆ ละลายลงบนพื้นดิน

ฉันดับไฟแสงสีนวลลง นึกถึงงานข้างในตู้ท่ามกลางความมืดเงียบนั้น จากแต่ละชิ้นๆ ที่เคยวางอย่างดูโดดเดี่ยวเดียวดาย บัดนี้ฉันได้ปั้นหญิงสาวเพิ่มขึ้นมาใหม่ๆ อีกหลายต่อหลายชิ้นด้วยกัน จนต้องเอางานมาวางคู่เข้าด้วยกันเพราะพื้นที่ในตู้เริ่มไม่เพียงพอ

ฉันเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงจากการวางงานเข้าด้วยกันทีละหลายๆ ชิ้นนั้น ดูเหมือนพวกเธอกำลังจับกลุ่มจับคู่เป็นเพื่อนกัน ดูพวกเธออบอุ่นขึ้น

และเพื่อนของพวกเธอนั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหน คือตัวของเธอเอง ที่เป็นเพื่อนกับตัวเอง นั่นเอง

ฉันว่า….ฉันคงต้องหาซื้อตู้เก่าๆ เพิ่มเข้ามาในบ้านอีกบ้างแล้วละ

จะมีไหมหนอ วันหนึ่งในอนาคตที่เมื่อฉันจากโลกนี้ไปแล้ว จะมีใครซักคนที่เห็นรูปงานปั้นของฉันจนเกิดตกหลุมรัก และเฝ้าเพียรตามหามัน

ถ่ายภาพโดย : ชาญชัย แซ่ฉั่ว

รู้จัก… องุ่น เกณิกา สุขเกษม

จบการศึกษาจาก มหาวิทยาลัยสยาม เคยทำงานเป็นสาวแบงค์ นาน 7 ปี

ปี 2540 เป็นต้นมา หันมาจับเศษดินปั้นเป็นหญิงสาวมากจริต จนได้รับการยอมรับ และรู้จักในฐานะประติมากรหญิงผู้ไม่เคยผ่านการเรียนศิลปะจากรั้วสถาบันใด

ขณะนี้องุ่นใช้ชีวิตและทำงานประติมากรรม อยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันร่มรื่นของบ้านริมแม่น้ำน้อย จ.สิงห์บุรี

เป็นชีวิตที่สมถะ เรียบง่าย สบายๆ แม้ไม่ได้สบายด้วยวัตถุ ดังที่เธอเคยให้สัมภาษณ์ ART EYE VIEW เมื่อหลายปีก่อนว่า

“สบายด้วยอากาศ ด้วยต้นไม้ และมีอิสระ ทุกวันนี้ทำงานปั้นดิน และเผาเองทุกชิ้น ส่วนชิ้นไหนที่เห็นเหมาะเห็นชอบ ก็จะนำไปหล่อที่โรงหล่อ

รู้สึกเป็นตัวของตัวเองมากเลย เวลาที่ทำงาน เพราะอะไรที่มันเป็นชีวิตเรา เป็นความรู้สึกนึกคิดของเรา พอได้ทำเป็นงานออกมาแล้วมีความสุข

ถ้าช่วงไหนไม่ได้ทำงานปั้น มันเหมือนชีวิตเราหมดคุณค่า และอัดอั้น เพราะเรามีความรู้สึกที่ต้องระบายออกมา”

ติดตาม คอลัมน์ : เรื่องเล่าในเงาดิน โดย : องุ่น เกณิกา สุขเกษม ได้ทุกอาทิตย์ ทาง ART EYE VIEW

ส่งข่าวสารงานศิลปะร่วมสมัย มาได้ที่ ข่าว ART EYE VIEW ของ www.astvmanager.com และ ART EYE VIEW เซกชัน Lite ในหนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์ Email: thinksea@hotmail.com

และคลิกเป็น แฟนเพจ ได้ที่ http://www.facebook.com/arteyeviewnews