ทุกวันนี้ความเท่าเทียมทางเพศได้เดินมาไกลมาก เป็นการก้าวพัฒนาแนวคิดและการปฏิวัติทางสังคม ที่ต่างจากที่เคยเป็นในอดีตอย่างสิ้นเชิง แม้ในบางมุมของโลก เหล่าสตรีทั้งหลายยังถูกกดขี่ และได้รับการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม แต่นั่นไม่ใช่สำหรับทวีปยุโรป ที่ต้องบอกว่า สตรีมีบทบาทในฐานะผู้นำมาตั้งแต่หลายร้อยปีที่แล้ว การที่มีราชินีนั่งแท่นปกครองประเทศ ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร แต่ในอนาคตภาพนี้จะยิ่งเด่นชัดขึ้น เนื่องจากเหล่าเจนเนอเรชันใหม่ของราชวงศ์ ที่เตรียมก้าวขึ้นครองบัลลังก์ในยุคถัดไป เป็นสาวๆ กันหลายประเทศเลยทีเดียว
เจ้าหญิงวิกตอเรีย มกุฎราชกุมารีของประเทศสวีเดน : ผู้ที่เตรียมขึ้นครองบัลลังก์แทนพระบิดา-สมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ล กุสตาฟที่ 16 แห่งสวีเดน ที่พระชนมายุ 80 ชันษาแล้ว โดยในตอนแรกเป็นพระอนุชาที่จะได้รับสิทธิ์นี้ จนมีการเปลี่ยนแปลงกฎในภายหลัง ซึ่งพระองค์สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเยล และทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจอย่างแข็งขัน จนกลายเป็นขวัญใจพสกนิกรในประเทศ
เจ้าหญิงเลโอนอร์ มกุฎราชกุมารีของประเทศสเปน : พระองค์เป็นผู้สืบสันตติวงศ์อันดับหนึ่งต่อจากพระราชบิดา-สมเด็จพระราชาธิบดีเฟลิเปที่ 6 แห่งสเปน เตรียมพร้อมสานต่อประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่า 3 ศตวรรษของราชวงศ์ ด้วยการเข้าฝึกทหารทั้ง 3 เหล่าทัพ ซึ่งในวันที่พระองค์ขึ้นนั่งบัลลังก์ จะนับเป็นประมุขหญิงแห่งรัฐคนแรกของสเปนตั้งแต่ปี 1868
เจ้าหญิงเอลิซาเบธ มกุฎราชกุมารีของประเทศเบลเยี่ยม : จะทรงเป็นประมุขหญิงองค์แรกของประเทศ เพราะเบลเยี่ยมเพิ่งเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญในช่วงต้นทศวรรษ 1990 ที่อนุญาตให้สตรีขึ้นครองบัลลังก์ได้ พระองค์ผ่านการฝึกคอร์สทหารหลวงมาแล้ว ทรงศึกษาปริญญาตรีด้านประวัติศาสตร์และรัฐศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด และปริญญาโทด้านนโยบายสาธารณะ ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ทรงพูดได้ถึง 4 ภาษา ทั้งดัตช์ ฝรั่งเศส เยอรมัน อังกฤษ และกำลังเรียนภาษาจีน
เจ้าหญิงอมาเลีย มกุฎราชกุมารีของประเทศเนเธอร์แลนด์ : เตรียมรับตำแหน่งประมุขของประเทศตามรอยบรรพสตรีในอดีต ที่ทรงครองบัลลังก์ของประเทศมาต่อเนื่องยาวนานเกือบ 100 ปี ก่อนจะถึงพระบิดาของพระองค์-สมเด็จพระราชาธิบดีวิลเลม-อเล็กซานเดอร์แห่งเนเธอร์แลนด์ ทรงศึกษาทางด้านรัฐศาสตร์ จิตวิทยา เศรษฐศาสตร์ และกฏหมาย พร้อมรับตำแหน่งสำคัญของประเทศ