Celeb Online

แพ็กกระเป๋าเที่ยวตามหนัง "เจมส์ บอนด์" ใน No Time to Die


จากกระแสเปิดประเทศ รวมทั้งได้รับตัดชื่อออกจากเร้ดลิสต์ในยุโรป อาจจะทำให้การ ‘เที่ยวทิพย์’ จบสิ้นลงเสียที สำหรับคนที่ฉีดวัคซีนครบโดส เตรียมแพ็คกระเป๋าเดินทางท่องเที่ยวที่แท้ทรูกันได้รัวๆ วันนี้มาเกาะกระแสท่องเที่ยวตามหนังเจมส์ บอนด์ตอนใหม่กัน (ไปก่อน)

สำหรับจักรวาลเจมส์ บอนด์ เรื่องที่ 25 ‘No Time to Die’ ดาเนียล เคร็ก ในบทสายลับ 007 จะพาทัวร์ไปยังสถานที่ต่างๆ เกือบทั่วโลก ตั้งแต่สำนักงานใหญ่ของเอ็มไอซิกซ์ ในกรุงลอนดอน นอกจากนี้ ผู้กำกับและเขียนบทยังพาเขากลับไปที่จาเมกา ตามบทประพันธ์ดั้งเดิมของเอียน เฟลมมิงด้วย หลังจากที่ไม่เคยเอ่ยถึงในหนังบอนด์มาตั้งแต่ปี 1962 ใน Dr. No รวมทั้งยังพาไปนอร์เวย์ โมรอกโก สกอตแลนด์ และแน่นอน อิตาลี


>>ลังวานนน์ นอร์เวย์

เปิดเรื่องมาด้วยฉากหลังที่เต็มไปด้วยหิมะขาวโพลน ซึ่งเป็นฉากย้อนเล่าถึงบ้านในวัยเด็กของ มาดเดอลีน สวอน ช่วงเวลาก่อนที่ ซาฟิน จะมาฆ่าแม่ของเธอ และทิ้งเธอไว้ให้แข็งตาย ลังวาน เป็นชื่อของทะเลสาป ในหุบเขานิตเตดัล ทางตอนเหนือของกรุงออสโล


>>สปิอาจา เชนตามมาริ อิตาลี

ก่อนที่มาดเดอลีน จะจมลงไปในทะเลสาป ภาพก็ตัดมาที่ใบหน้าของเธอกำลังนอนอยู่บนชายหาดสปิอาจา เชนตามมาริ ทางตอนใต้ของอิตาลี เมืองชายทะเลที่เต็มไปด้วยโขดหินอันสวยงามแห่งนี้ เป็นฉากที่ดูแล้ว ‘บอนด์’ มากๆ จากฉากนี้ 007 และมาดเดอลีน จะขับรถบนเส้นทางคดเคี้ยวไปยังมาเตร่า


>>กราวีนา อิตาลี

ที่นี่ ดาเนียล เคร็ก จะโดดสะพานเพื่อที่จะหนีคนที่ไล่ตามมา โดยสะพานมาดอนนา เดลลา สเตลลา ติ๊งต่างว่าเป็นสะพานส่งน้ำในมาเตร่า ด้วยลักษณะความเป็นสะพาน 2 ชั้นจากสมัยโรมัน รวมทั้งภูมิประเทศรอบๆ ก็ดูน่าหวาดเสียว เหมาะสมกับความเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายของเจมส์ บอนด์


>>มาเตร่า อิตาลี

ฉากการขับรถไล่ล่ากันอย่างดุเดือด ก่อนที่เจมส์ บอนด์จะถูกยิงที่ถนนมาเตร่า ซึ่งเป็นบริเวณที่มีชื่อเสียงเรื่องบ้านถ้ำโบราณในหุบเขา ซึ่งฉากนี้ใช้ถ่ายทำซีนไล่ล่า ไล่ยิงเสียเป็นส่วนใหญ่


>>ซาปรี อิตาลี

007 เชื่อว่า มาเดอลีน หักหลังเขา ก็เลยทิ้งเธอไว้ที่สถานีรถไฟ ซาปรี ในอิตาลี ใช้เป็นฉากของเมือง ชิวิตา ลูกานา ที่มีการถ่ายภาพรถแอสตัน มาร์ตินของบอนด์ ขับไปรอบๆ เมืองด้วย


>>จาเมกา

หลังจากเหตุการณ์ในมาเตร่า 5 ปี 007 ก็รีไทร์จากอาชีพสายลับและกลับไปใช้ชีวิตในจาเมกา ซึ่งเจมส์ บอนด์ คิดว่าเป็นบ้านที่แท้จริงของเขา โดยเอียน เฟลมมิง เจ้าของบทประพันธ์ได้เริ่มเขียนนิยายสายลับเรื่องนี้ตอนแรก คือ Goldeneye จากที่บ้านของเขาในจาเมกานี่เอง รวมทั้งตอน Dr. No และ Live and Let Die ด้วย โดยใน No Time to Die พวกเขาไปถ่ายทำกันที่บ้านชายทะเลในซาน ซาน บีช ที่พอร์ตอันโตนิโอ นอกจากนี้ พวกเขายังถ่ายในป่าสนชายทะเลที่นี่ โดยสมมติว่าเป็นคิวบาอีกด้วย


>>กรุงลอนดอน อังกฤษ

ไม่บ่อยนักที่เจมส์ บอนด์ จะกลับมายัง เอ็มไอซิกซ์ในหนัง ครั้งล่าสุดก็ตอน For Your Eyes Only ในปี 1981 ฉากสำนักงานใหญ่เอ็มไอซิกซ์ ถ่ายกันที่ซีเนท เฮาส์ ไลบรารี่ ขณะที่ เดอะมอลล์ ไวท์ฮอลล์ และสะพานแฮมเมอร์สมิท ใช้เป็นฉากหลังในลอนดอนที่มีมาดเดอลีน เจมส์ บอนด์ และเอ็ม คุยปรึกษากันเรื่องแผนการร้ายของซาฟิน


>>ถนนแอตแลนติก นอร์เวย์

แอตลันเตอร์ฮาฟสวาเกน หรือถนนแอตแลนติก ถนนที่สวยที่สุดในโลก ใช้เป็นฉากเริ่มต้นการไล่ล่า (อีกแล้ว) ใน No Time To Die ความคดเคี้ยว เวิ้งว้างกว่า 8.3 กิโลเมตร เพิ่มความตื่นเต้นและลึกลับซับซ้อนได้อย่างดี


>>ลอค ลากแกน และเคิร์นกอรมส์ สกอตแลนด์

ฉากการไล่ล่ารถส่วนหนึ่งในนอร์เวย์ มาถ่ายทำที่ทะเลสาปลากแกนในสกอตแลนด์ โดยเฉพาะฉากที่แลนด์โรเวอร์ พลิกคว่ำและชนท้ายรถของเจมส์ บอนด์ ขณะที่การไล่ล่าเข้มข้นขึ้น มีการนำเฮลิคอปเตอร์เข้ามาช่วยไล่ล่า การถ่ายย้ายไปที่ เคิร์นกอรมส์ อุทยานแห่งชาติที่ใหญ่ที่สุดของสหราชอาณาจักร ขณะที่ฟุตเทจที่เหลือของนอร์เวย์ถ่ายทำที่อาร์ดเวอริคี เฮาส์ เอสเตท


>>เทรอลานส์ หมู่เกาะฟาโร

หมู่บ้านเทรอลานส์ อยู่บนเกาะคัลซอย ของหมู่เกาะฟาโร ประเทศทางเหนือของมหาสมุทรแอตแลนติก ระหว่างนอร์เวย์และไอซ์แลนด์ ในเรื่องใช้เป็นฐานของซาฟิน เมืองห่างไกลที่เป็นฐานร้างหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังจากเคยถูกแย่งชิงระหว่างรัสเซียและญี่ปุ่น


>>ตอร์เร เดอี ครีวี อิตาลี

ในตอนจบ มาดเดอลีน ขับรถกินลมไปกับลูกสาว มาทิลด์ และเธอก็เริ่มเล่าเรื่องของชายชื่อ ‘บอนด์-เจมส์ บอนด์’ ฉากของถนนเหมือนกับเส้นทางจากซาปรีมายังอัควาเฟรดดา ในตอนต้นเรื่อง แล้วภาพก็ขึ้นไปเป็นภาพกว้าง ให้เห็นทัศนียภาพของถนนที่สวยงาม