Celeb Online

เซเลบแค่ขยับปากก็ได้เงินล้าน! มีใครกันบ้าง และได้มาอย่างไร?


ในแวดวงสังคมเมืองไทย ก่อนหน้าที่โรคโควิด-19 จะระบาด มักจะมีการจัดงานอีเวนต์เพื่อเปิดตัวผลิตภัณฑ์ หรือโปรโมทสินค้า แม้กระทั่ง เปิดตัวพรีเซนเตอร์สินค้าต่างๆ นานา ผู้ดำเนินรายการหรือที่เรียกกันว่า MC นั้น เป็นหนึ่งในบทบาทสำคัญของงาน นอกจากนี้ ยังมี ไลฟ์โค้ช ที่ต้องใช้การพูดเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับคน ซึ่งทั้ง MC และไลฟ์โค้ช ต่างก็เป็นอาชีพที่สร้างรายได้ จนทำให้หลายคนขึ้นทำเนียบเป็นเซเลบนักพูดเงินล้านเลยก็ว่าได้

ปัจจุบันเซเลบหลายคนของเมืองไทย ได้ผันตัวมาทำอาชีพนี้ ที่นอกจากต้องมีความรู้สูง มีการใช้ภาษาไทยและภาษาอังกฤษที่ถูกต้องและคล่องตัวแล้ว ยังต้องมีไหวพริบปฏิภาณ มีบุคลิกหน้าตาดี น้ำเสียงไพเราะ เพื่อสะกดผู้ฟังให้สนใจในสิ่งที่เขากำลังพูด สิ่งเหล่านี้นอกจากต้องมีพรสวรรค์แล้ว ยังต้องใช้พรแสวงในการเรียนรู้อีกด้วย และจะมีใครบ้างนั้นไปติดตามกันเลย


เริ่มที่อดีตผู้ประกาศหนุ่มสุดฮอต “เอ็ด-อกนิษฐ์ วิเชียรเจริญ” ที่ได้ผันตัวเองมาโลดแล่นอยู่ในวงการพิธีกรตามงานอีเวนต์มาไม่ต่ำกว่า 10 ปี ด้วยความสามารถที่มีอย่างเต็มเปี่ยม แตกฉานทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ จึงทำให้เขาขึ้นแท่นเป็น MC คิวทองของเมืองไทยเลยก็ว่าได้

“ผมเริ่มต้นจากงานผู้ประกาศข่าวรายการทีวี ทั้งภาคภาษาไทยและภาษาอังกฤษมาก่อน รวมถึงการเป็นผู้สื่อข่าวภาคสนาม จึงทำให้มีคนคุ้นหน้าคร่าตา และชักชวนให้ไปเป็นพิธีกรงานอีเวนต์ต่างๆ จนผมหลงรักงานพิธีกรตามงานอีเวนต์ จึงตัดสินใจหันหลังให้วงการผู้ประกาศข่าว และมาเป็น MC อย่างเต็มตัว” เอ็ดเล่าถึงจุดเริ่มต้นสำคัญที่ทำให้เขาเข้ามาสู่วงวารงาน MC


ด้วยประสบการณ์งานข่าวที่เขาสั่งสมมา ตั้งแต่การออกไปหาข่าวนอกสถานที่ ไปจนถึงถึงการเขียนสคริปต์ข่าว การตัดต่อ ที่เรียกว่าแทบจะทำทุกอย่างด้วยตัวเอง และสามารถพูดได้ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เมื่อเขาไปเป็นพิธีกรงานอีเวนต์ จึงไม่แปลกใจที่ออร์กาไนซ์หรือเจ้าของผลิตภัณฑ์ จะพึงพอใจในการทำหน้าที่พิธีกรฉายภาพสินค้าของเขา เอ็ดเล่าว่าสมัยก่อนที่จะมีเหตุการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เขาสามารถทำแต้มสับขาหลอกเป็นพิธีกรงานอีเวนต์มากถึง 3-4 งานภายในหนึ่งวัน

“สมัยก่อนงานอีเวนต์บูมมาก ทั้งงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ อสังหาริมทรัพย์ และอื่นๆ อีกมากมาย และด้วยความที่เราสามารถพูดได้ทั้งสองภาษา ดังนั้น ในแต่ละวันผมจะวิ่งรับงานพิธีกรวันละประมาณ 2 งานเป็นปกติ แต่วันไหนมีงานมากก็รับถึง 4 งานต่อวันเลยก็มี”


แม้จะรับงานสูงสุด 4 งานต่อวัน แต่เอ็ดก็ไม่เคยทำให้เจ้าของงานผิดหวัง เพราะเขาเตรียมพร้อมศึกษาข้อมูลสินค้าของแต่ละงานมาเป็นอย่างดี ชนิดที่ว่าเทคเดียวผ่านฉลุย

“ก่อนที่ผมจะขึ้นเวทีเป็นพิธีกรงานไหน สิ่งแรกที่ต้องทำคือศึกษาข้อมูลรายละเอียดของผลิตภัณฑ์ให้ถี่ถ้วน ทำความเข้าใจกับสินค้าชนิดนั้นให้ดี และผมจะบริหารจัดเวลาให้เป๊ะ เราต้องไปถึงก่อนงานเริ่มอย่างน้อย 1 ชม. เพื่อไปรับบรีฟงานจากลูกค้าอีกรอบ เผื่อมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลใดๆ เพิ่มเติม เราจะได้มีเวลาศึกษาและแก้ไขสถานการณ์หน้างานครับ”


เอ็ดยังเล่าต่ออีกว่า ค่าตอบแทนของพิธีกรตามงานอีเวนต์แต่ละงานราคาจะไม่เท่ากัน ส่วนใหญ่ถ้าคนไหนมีประสบการณ์มาก ก็ย่อมมีค่าตัวสูงเป็นธรรมดาพิธีกรบางคนค่าตัวต่องานถึงหลักล้านเลยก็มี

“ผมอยากให้มองว่าพิธีกรงานอีเวนต์ ก็เหมือนภาพวาดงานศิลปะที่มีราคาตั้งแต่หลักพันไปจนถึงหลักล้าน ถ้างานไหนดีศิลปินที่วาดมีชื่อเสียงภาพก็แพง พิธีกรก็เช่นกัน ถ้ามีประสบการณ์การทำงานด้านนี้มานาน มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก ค่าตัวต่องานก็สูงตามไปด้วย” เอ็ดเล่าถึงการจ่ายค่าตอบแทนให้แก่MC ในแต่ละงาน


ขณะที่ เซเลบสาวเก่งมากความสามารถ “จอย-สุนันท์ษา นิธิวาสิน” managing director บริษัท People Development Consultant และนักกระบวนกร (วิทยากรกระบวนการ) หลักสูตรจัดระเบียบวิธีการคิด หรือ Whole Brain Thinking อันเป็นหลักสูตรที่นำเข้าจากออสเตรเลีย เพียงรายเดียวในประเทศไทย ที่ได้ผันตัวเองจากการเป็นนักแสดง มายึดอาชีพไลฟ์โค้ช เบอร์ต้นๆ ของเมืองไทย ที่มีลูกศิษย์มากหน้าหลายตา ตั้งแต่ระดับพนักงานฝึกหัดไปจนถึงผู้บริหารระดับสูงขององค์กร


“พอแต่งงานต้องหยุดงานแสดง และใช้ชีวิตเป็นแม่บ้านอย่างเต็มตัว ช่วงนั้นจอยเกิดความรู้สึกท้อถอย และเกิดความรู้สึกที่ว่าตัวเองช่างไร้คุณค่าเหลือเกิน ทำอะไรก็ดูไร้ค่า ดังนั้น เราจึงมาตั้งสติ และพยายามค้นหาสิ่งที่ตัวเองต้องการในชีวิตอย่างแท้จริง เพื่อนำไปสู่การจัดระบบระเบียบความคิดอย่างถูกต้องและมีคุณค่า เราจึงเริ่มไปศึกษาเกี่ยวกับศาสตร์การจัดระเบียบวิธีการคิด อันเป็นศาสตร์จากประเทศออสเตรเลีย รวมถึงการไปเรียนโค้ชชิ่งยังสถาบันต่างๆ และพอเราศึกษาจนสามารถตกผลึกความคิดได้อย่างเป็นระบบแล้ว เราจึงนำศาสตร์นี้เข้ามาที่ประเทศไทยและเปิดบริษัท เราเป็นที่ปรึกษาด้านการโค้ชชิ่งสำหรับคนทั่วไป ที่อยากเข้ามาในเส้นทางโค้ชชิ่ง และตัวเรายังเป็นโค้ชชิ่งให้กับหน่วยงานในองค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน” จอยเล่าถึงการเข้าสู่วงการไลฟ์โค้ช และนักกระบวนกร


ตลอดเวลากว่า 3 ปี ที่โค้ชจอยมุ่งหน้าสู่วงการไลฟ์โค้ช และนักกระบวนกรอย่างเต็มที่นั้น เจ้าตัวก็มีลูกศิษย์ลูกหามากหน้าหลายตา ซึ่งค่าตอบแทนในแต่ละโปรเจกต์นั้น ไม่สามารถตีค่าเป็นเงินทองได้ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ การเห็นลูกศิษย์ทุกคนมีความเชื่อมั่นในตนเอง และสามารถนำพาองค์กรภายใต้การบริหารงานของเขาให้เติบโตยิ่งขึ้นไป

“บังเอิญว่าจอยไม่ได้รับหน้าที่เป็นโค้ชอย่างเดียว แต่เราต้องเป็นพนักงานขาย เพื่อเข้าไปขายโปรแกรมการจัดระเบียบวิธีการคิดให้ลูกค้าด้วย เราจึงสัมผัสถึงปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในองค์กร ทำให้เราเข้าใจในปัญหา และออกแบบหลักสูตรการโค้ชชิ่งให้ตรงกับปัญหานั้นๆ ซึ่งลูกศิษย์ที่เข้ารับการโค้ชชิ่งจากจอยมีหลายกลุ่มมาก โดยเฉพาะ ผู้บริหารระดับสูงที่เพิ่งเข้ามารับตำแหน่ง เขามักประสบกับปัญหาการขาดการตัดสินใจ ผู้ร่วมงานยังไม่ยอมรับในความสามารถ ซึ่งเขาก็จะมาให้เราเป็นโค้ชให้ เบื้องต้นเราต้องตั้งคำถามกับเขาว่า เขามารับตำแหน่งนี้ต้องการอะไร มีวัตถุประสงค์อะไร มากกว่าการมาแสดงตนข่มลูกศิษย์ เมื่อเราไล่เรียงคำถามจากลูกศิษย์เสร็จแล้ว เราก็จะพาเขาผ่านกระบวนการคิดเพื่อให้ได้คำตอบ อันเป็นวิธีการจัดระเบียบความคิดที่ถูกต้อง และทำให้เขามีความมั่นใจในการทำงาน และแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ” ไลฟ์โค้ชเสียงเงินล้านเล่าให้ฟังด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ


นอกจากนี้ ในแวดวงเซเลบเมืองไทยอีกหลายคน ที่ได้ชื่อว่าเป็นเซเลบเสียงเงินล้าน ขึ้นแท่นเป็นพิธีกรมือหนึ่ง และไลฟ์โค้ชคนดัง อย่าง “จูน-สาวิตรี โรจนพฤกษ์” ที่ครองไมค์เจ้าแม่พิธีกรงานอีเวนต์มายาวนานกว่า 17 ปี, “ท็อป-ณัฐเศรษฐ์ พูนทรัพย์มณี” ที่ดีกรีเป็นถึงด็อกเตอร์จึงคล่องป๋อทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ขึ้นแท่นเป็นพิธีกรเสียงเงินล้านไปอีกคน และ “ก้อง-อรรฆรัตน์ นิติพน” หนุ่มหล่อหน้าใสที่ทุกคนคุ้นหน้าเขาเป็นอย่างดีกับบทบาทการเป็นพิธีกรรายการ อายุน้อย 100 ล้าน ซึ่งนอกจากจะรับบทเป็นพิธีกรเองแล้ว เขายังเป็นเจ้าของบริษัท Mushroom Group อันเป็นบริษัทผลิตสื่อที่เปิดมายาวนานกว่า 16 ปี ผลิตรายการทางสถานีโทรทัศน์ชั้นนำมาแล้วกว่า 116 รายการ แบบนี้จะไม่ให้เรียกว่าเสียงเงินล้านได้อย่างไร?