หลังจากที่ สำนักพระราชวังประกาศข่าวการสิ้นพระชนม์ของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ซึ่งสร้างความเศร้าโศกเสียใจให้กับประชาชนทั่วแผ่นดินไทย ในฐานะที่ทรงมีคุณูปการต่อปวงชนชาวไทยอย่างมาก เข้าถึงประชาชนทุกระดับชั้น และด้วยความไม่ถือพระองค์ จึงมีหลายคนได้โพสต์แสดงความอาลัยถึงพระองค์
หนึ่งในนั้นคือ “ปาล์ม-ฐณส หงสนันทน์” ทายาทคนโตของ ศักดิ์ชัย ลีสวรรค์ เจ้าของธุรกิจ กลุ่มบริษัท สระบุรีทรัคเซลล์ กับวิสาขา หงสนันทน์ ซึ่งวิสาขานั้นอยู่ในสายพระญาติของ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทำให้ครอบครัวหงสนันทน์มีความใกล้ชิดกับ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ และหนุ่มปาล์มซึ่งมีอายุไม่ห่างจากเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ มากนัก จึงมีโอกาสได้เป็นเพื่อนร่วมทำกิจกรรมต่างๆ กับพระองค์
ด้วยความอาลัยอย่างสุดซึ้ง ปาล์มจึงได้โพสต์ผ่านอินสตาแกรมส่วนตัวถึงความรู้สึกและความประทับใจไม่รู้ลืมถึงพระองค์ ผ่านเรื่องราวที่ชื่อว่า “เรื่องในสายตาของเด็กน้อยกับนายน้อย” ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นการเขียนบันทึกเรื่องราวที่แทบจะยาวที่สุดในชีวิตของเขา โดยมีเนื้อหาว่า…
“กาลครั้งหนึ่งที่ไม่นานมานี้ เมื่อตอนวัยเด็กอายุ 7 ขวบ เท่าที่จำความได้ เด็กน้อยได้พบกับผู้หญิงคนหนึ่ง…วันนั้นก่อนลงจากรถ แม่ได้กำชับกฎเกณฑ์เป็นข้อๆ ไม่เหมือนการไปพบคนอื่นๆ ซึ่งตอนนั้นเราไม่รู้ว่าทำไมต้องทำ สเตป 1..2..3..4…5 เต็มไปหมด!? พอถึงโรงแรมเอราวัณ ชั้นใต้ดินตรง Coffee Shop สิ่งแรกที่เห็นคือ พี่ตำรวจ พี่ทหารเต็มไปหมด ด้วยความเป็นเด็กกลัวโดนจับ จึงเดินหลบอยู่หลังแม่
หลังจากผ่านตรงนั้นมาได้ ก็มาเจอกับผู้หญิงคนนั้น ซึ่งตอนนั้นเรารู้เลยว่าคนนี้คือ “Big Boss”!! แต่เราก็ทำตามที่แม่สั่งก่อน ทั้งการกราบ การโค้งคำนับ และไปนั่งเรียบร้อยตามภาษาของเด็กน้อย
พอก่อนกลับ แม่ขอให้ถ่ายรูปกับ Big Boss ตอนนั้นเราเขิน ไม่ยอมถ่าย แต่สุดท้ายก็ได้ถ่ายรูป เราเกร็งทำตัวแข็ง แต่ Big Boss แข็งแรง จับเราไว้ได้ นั่นคือจบ Match แรกที่เราได้พบและเรายอมพ่ายแพ้..จากนั้นกลับบ้าน และถามแม่ว่าเราจะได้เจอคนนั้นอีกไหมครับ แม่บอกว่าให้ทำตัวดีๆ แล้วจะพาไปอีก และบอกว่าให้เรียกท่านว่า “พระองค์ภา”
หลังจากที่เราโตขึ้นมาในสายตาของเด็กน้อย ทำให้เราเห็นว่า Big Boss เป็นคนเมตตา ติดดิน รักสัตว์ และชอบกีฬามากๆ เป็นสายลุย ทำให้เราเห็นแล้วอยากทำตามในแบบของเรา และท่านคือ Role Model ที่ดีที่เราสามารถยึดถือเป็นแบบอย่างได้
ตอนเด็กๆ ท่านจะพาไปเที่ยว ดูหนัง กินส้มตำปูปลาร้าเผ็ดมาก (ใส่พริก 10-20 เม็ด) ท่านยังทรงเมตตาไปส่งเด็กน้อยที่สนามบินดอนเมือง เนื่องจากตอนนั้นต้องไปอยู่ต่างประเทศเพื่อฝึกภาษาอังกฤษครั้งแรกที่ประเทศออสเตรเลีย หลังจากที่เราต้องไปอยู่โรงเรียนประจำที่อังกฤษ ปิดเทอมทีถึงจะได้เจอท่าน ได้ไปทานข้าวด้วยกันอยู่เสมอ ไปโปโลคลับ ว่ายน้ำ 20 รอบ เห็นท่านอึด เราก็อยากอึดตามให้ได้ และหลังจากนั้นก็ต้องไปร้านส้มตำกันต่อ
ท่านทรงสนับสนุนให้เราสองพี่น้องไปเรียนดำน้ำ ขี่ม้าที่กองทหารม้า เล่นทุกกีฬา ซึ่งเราก็ทำตามท่านทุกอย่าง หลังจากที่ท่านทรงสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และปริญญาเอกที่ Cornell เราซึ่งอายุห่างกับท่านตั้ง 9 ปี ก็อยากเรียนแบบท่านบ้าง แต่ฝันไปไม่ถึงเสียดายที่เราไม่ฉลาดพอ ดับฝัน จบข่าว… แต่ก็ไม่เป็นไร! หลังจากที่เราเรียนจบและกลับมาไทย ท่านยังทรงเมตตาพาเราไปบาร์เป็นครั้งแรก เพราะอายุถึงแล้ว ท่านทรงถามว่าสนุกไหม เราทูลตอบกลับไปว่า “มันพะย่ะค่ะ”
พระองค์ยังทรงเมตตาให้เราชวนเพื่อนๆ มาให้รู้จักกับท่านอีก คงกลัวเราเบื่อ ซึ่งจริงๆ ไม่จำเป็นเลย แต่ท่านทรงเป็นกันเอง และยังทรงเมตตาเพื่อนๆ ของเราทุกคน ทรงชวนพูดคุยและสร้างเสียงหัวเราะอยู่ตลอดเวลา เป็นช่วงวัยรุ่นที่สนุกสุดๆ
ช่วงที่ท่านต้องทรงงานอย่างหนัก และทรงประจำอยู่ที่กรุงเวียนนา ก็ไม่ค่อยได้เจอกันอยู่พักใหญ่ จนเมื่อท่านเสด็จกลับมาปฏิบัติพระกรณียกิจที่ประเทศไทย ที่จังหวัดหนองบัวลำภู ในฐานะอัยการ และทรงดูแลประชาชนอยู่ที่นั่นพักใหญ่ ก่อนจะเสด็จกลับมาทรงงานที่กรุงเทพฯ ช่วงนั้นท่านทรงทำงานหลายมูลนิธิ เราโชคดีมากที่ท่านให้โอกาสและเห็นว่าเรารักสัตว์ จึงให้มาถวายงานช่วยเหลือน้องหมาน้องแมว และโครงการช่วยเหลือผู้ต้องขังหญิงให้กลับมามีชีวิตที่ดีขึ้น
เราเคยช่วยท่านคิดโครงการให้ผู้ต้องขังหญิงมีอาชีพขับรถบรรทุก แต่ด้วยข้อกฎหมาย โครงการจึงต้องยุติไป เชื่อได้เลยว่าทุกโครงการ พระองค์ท่านทรงลงมือด้วยพระวรกายและพระหัตถ์ของพระองค์เอง ทรงใส่พระทัยในรายละเอียด และทรงทำทุกโครงการให้สำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
ทุกปี ท่านทรงเมตตาให้มีงานเลี้ยงเล็กๆ เนื่องในวันประสูติของพระองค์ ปีนั้นเป็นปีที่เราเรียนจบปริญญาโท ท่านกรุณาให้ฉายพระรูปร่วมกับพระองค์เป็นการส่วนพระองค์ กระหม่อมซาบซึ้งในพระกรุณาธิคุณอันล้นพ้น
จากนั้นเรานัดกันว่า หลังจากท่านทรงงานที่ต่างประเทศแล้ว จะหาโอกาสเจอกันก่อนปีใหม่ แต่ไม่เคยคิดเลยว่า พระรูปนั้นจะกลายเป็นความทรงจำสุดท้ายที่กระหม่อมและพระองค์ได้มีร่วมกัน…
สิ่งที่หลายคนอาจเห็น คือพระอัจฉริยภาพความสามารถ และพระกรณียกิจมากมาย แต่สิ่งที่เด็กน้อยคนหนึ่งจำได้เสมอ กลับเป็นรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ ความเป็นกันเอง และความเมตตาในเรื่องเล็กๆ ที่พระองค์ทรงมีให้กับทุกคนรอบตัว ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี ทุกครั้งที่ได้เข้าเฝ้า กระหม่อมก็ยังรู้สึกเหมือนเป็นเด็กน้อยคนเดิมที่กำลังจะไปเจอ Big Boss อยู่เสมอ ในโลกใบนี้คงไม่มีใครเป็นแบบอย่างได้ เหมือนท่านอีกแล้ว พระองค์คือ Super Woman ของแท้ ทรงพระปรีชาสามารถ เป็นทั้งนักการทูต อัยการ ทหาร นักกีฬา รักสัตว์ สายวิปัสสนา และ สุดท้ายคือเจ้าหญิงสุด Strong!
ส่วนเด็กน้อยคนนั้น สุดท้ายก็แพ้ขาดลอย เพราะไม่ว่าจะพยายามทำตามท่านมากแค่ไหน ก็ไม่เคยตามท่านทันเลยสักเรื่อง วันนี้เมื่อมองย้อนกลับไป กระหม่อมรู้ตัวว่าความโชคดีที่สุดในชีวิต ไม่ใช่การได้เรียนที่ไหน ไม่ใช่การได้ทำงานอะไร แต่คือการได้มีโอกาสรู้จัก ได้เรียนรู้ และได้เติบโตภายใต้พระเมตตาของพระองค์
หากเด็กน้อยคนนั้นมีสิ่งใดที่พอจะทำได้ดีในวันนี้ ก็ล้วนมีส่วนมาจากคำสอนตัวอย่าง และแรงบันดาลใจที่พระองค์ทรงมอบไว้ตลอดมา พระองค์อาจไม่เคยทรงทราบเลยว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา ทรงเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กน้อยคนหนึ่งมากแค่ไหน ท่านเคยรับสั่งว่า “There will be no white flag.” ท่านทรงทำทุกสิ่งให้ถึงที่สุดของที่สุด และไม่เคยยอมแพ้ ในทุกๆ เรื่อง กระหม่อมจะไม่มีวันลืมทุก Moment และทุกคำสั่งสอนที่ท่านทรงมอบไว้ จะจดจำและทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดตลอดไป
แม้วันนี้กระหม่อมจะไม่ได้มีโอกาสเล่าเรื่องใหม่ๆ ให้พระองค์ทรงฟังอีกแล้ว กระหม่อมก็คงจะนึกถึงพระองค์เสมอและคงจะคิดถึง “Big Boss” ของเด็กน้อยคนนั้น…ตลอดไป
ข้าพระพุทธเจ้า กราบพระบาททูลลาทูลกระหม่อมภา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา
“ข้าพระพุทธเจ้า นายฐณส หงสนันทน์ ลีสวรรค์”